สลด!!ผู้ป่วยอัมพฤกษ์ น้อยใจในโชคชะตาผูกคอดับภายในบ้าน
สลด!!ผู้ป่วยอัมพฤกษ์ น้อยใจในโชคชะตาผูกคอดับภายในบ้าน
เมื่อช่วงเย็นวันที่ 11 มีนาคม 2569
ร้อยตำรวจเอก ภูดิศ วงศ์รักษ์ รองสารวัตร (สอบสวน) สน.ราษฎร์บูรณะ รับแจ้งเหตุมีผู้ผูกคอเสียชีวิต ภายในซอยสุขสวัสดิ์ ถนนสุขสวัสดิ์ แขวงราษฎร์บูรณะ เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร จึงรีบรุดเดินทางไปตรวจสอบ พร้อมประสานแพทย์นิติเวชจากโรงพยาบาลศิริราช และอาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เข้าร่วมตรวจสอบที่เกิดเหตุ

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านปูนชั้นเดียวแบ่งเป็นห้องเช่า ซอยสุขสวัสดิ์ ตรวจสอบบริเวณหน้าห้องเช่าหมายเลข 1 พบผู้เสียชีวิตเป็นหญิง 1 ราย ทราบชื่อต่อมาคือ นางกรรณิการ์ อายุ 61 ปี สภาพศพนอนหงายอยู่บริเวณหน้าห้อง สวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีเหลือง กางเกงขาสามส่วนสีน้ำตาล ไม่สวมรองเท้า ที่ลำคอพบรอยเขียวช้ำเป็นทางยาวคล้ายรอยเชือกรัด ส่วนตามร่างกายไม่พบบาดแผลหรือร่องรอยการถูกทำร้ายแต่อย่างใด
จากการตรวจสอบภายในห้องพัก พบจุดที่ใช้ก่อเหตุบริเวณหน้าห้องน้ำด้านหลัง โดยพบเหล็กเส้นดัดเป็นลักษณะตะขอแขวนอยู่บริเวณประตูหลังห้อง และพบเหล็กเส้นดัดเป็นรูปตัวเอส พร้อมเชือกไนลอนสีเขียวผูกเป็นปมวางอยู่บนโต๊ะใกล้ห้องน้ำ ลักษณะการก่อเหตุคาดว่า ผู้เสียชีวิตใช้ตะขอเหล็กเกี่ยวกับเหล็กตัวเอส แล้วนำเชือกทำเป็นห่วงคล้องคอ ก่อนทิ้งน้ำหนักตัวลงอย่างแรง ทำให้เชือกรัดคอจนขาดอากาศหายใจและเสียชีวิตในที่สุด
เบื้องต้นทราบว่า เมื่อเวลาประมาณ 17.20 น. ญาติได้พบเหตุการณ์และรีบตัดเชือกนำร่างผู้เสียชีวิตลงมาจากจุดเกิดเหตุ ก่อนนำออกมาบริเวณด้านหน้าบ้านเพื่อช่วยปฐมพยาบาล โดยพยายามทำการปั๊มหัวใจ (CPR) กระทั่งอาสาสมัครและทีมแพทย์ในระบบ ALS เดินทางมาถึง และได้ช่วยทำการกู้ชีพต่อเนื่องเป็นเวลานาน แต่ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้ จึงประกาศยืนยันการเสียชีวิตในเวลาต่อมา
จากการสอบถาม นางสาวพยูน อายุ 77 ปี มารดาของผู้เสียชีวิต เปิดเผยด้วยความโศกเศร้าว่า ลูกสาวป่วยเป็นโรคอัมพฤกษ์มานานกว่า 4 ปี มักบ่นน้อยใจอยู่เสมอว่า สงสารแม่ที่ต้องคอยดูแล เพราะไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองหรือทำงานอะไรได้ แม้แต่การรับประทานอาหารก็ลำบาก ตนต้องคอยป้อนให้กิน แต่ลูกสาวมักพยายามกินเอง แม้จะหกเลอะเทอะอยู่บ่อยครั้ง อีกทั้งสามีและลูกของผู้เสียชีวิตก็เสียชีวิตไปก่อนหน้านี้ ทำให้ยิ่งรู้สึกโดดเดี่ยว
มารดายังเล่าว่า ก่อนหน้านี้ผู้ตายเคยทำงานก่อสร้างเหมือนกับตน แต่หลังจากล้มป่วยก็ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลง วันเกิดเหตุตนออกไปทำงานตามปกติ เมื่อกลับมาถึงบ้านพบว่าลูกสาวใช้เชือกผูกคออยู่บริเวณหลังห้อง จึงรีบร้องเรียกเพื่อนบ้านมาช่วย ก่อนตัดเชือกนำร่างลงมา แต่ขณะนั้นร่างกายเริ่มเขียวคล้ำแล้ว ทำให้รู้สึกตกใจและทำอะไรไม่ถูก
“เขามักบอกว่าสงสารแม่ เพราะช่วยอะไรไม่ได้เลย ตนก็บอกเขาตลอดว่าไม่ต้องห่วง แม่ยังเลี้ยงดูเขาได้ เราอยู่กันแค่สองคนแม่ลูก ตนก็พยายามดูแลเขาอย่างดีที่สุด แต่ไม่คิดว่าเขาจะคิดสั้นแบบนี้” มารดากล่าวทั้งน้ำตา
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจและแพทย์นิติเวชได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำร่างผู้เสียชีวิตส่งไปชันสูตรอย่างละเอียดที่ภาควิชานิติเวชศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช ก่อนจะมอบร่างให้ญาตินำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป.


