กีฬาข่าวทั่วไปพาดหัวข่าว

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ ไทย ติด 1 ใน 3 ประเทศ ได้ลุ้นจัดมหกรรมกีฬายูธโอลิมปิก ปี 2030

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ ไทย ติด 1 ใน 3 ประเทศ ได้ลุ้นจัดมหกรรมกีฬายูธโอลิมปิก ปี 2030 ถือเป็นโอกาสทองอันล้ำค่า ที่ไม่ควรปล่อยผ่าน รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะประโยชน์มีมากมาย ทั้งสร้างชื่อเสียง สร้างรายได้ให้ประเทศ ช่วยสร้างคน สร้างเยาวชน ส่วนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยืนยันกับไอโอซีแล้ว พร้อม 100 เปอร์เซ็นต์ ทั้งสนามกีฬา หอพักนิสิต ที่จะใช้เป็นหมู่บ้านนักกีฬา และพื้นที่ลานกิจกรรมซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมือง โดดเด่นไม่เหมือนใคร

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ในโอกาสที่ผู้แทนคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (ไอโอซี) นำโดย ดังกา เออเบโกวา ไอโอซีเมมเบอร์ ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะทำงาน ได้เดินทางมาสำรวจความพร้อมของประเทศไทย ที่กรุงเทพฯ และจังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 28-30 เมษายน 2569 เพื่อเก็บข้อมูลในด้านต่าง ๆ หลังจากประเทศไทย เป็น 1 ใน 3 ประเทศ ที่ได้ลุ้นจัดมหกรรมกีฬายูธโอลิมปิก ปี 2030 ร่วมกับ เมืองอาซุนซิออน ประเทศปารากวัย และเมืองซานติอาโก ประเทศชิลี ทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ยืนยันกับไอโอซีว่ามีความพร้อมเต็มที่ทั้งสนามกีฬา หอพักนิสิต ที่จะใช้เป็นหมู่บ้านนักกีฬา และพื้นที่ลานกิจกรรมซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมือง โดดเด่นไม่เหมือนใคร
“จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมที่จะช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย โดยเราเตรียมทุกอย่างไว้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นสนามกีฬา ศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา หอพักนิสิต ที่จะใช้เป็นหมู่บ้านนักกีฬา รองรับนักกีฬาจากทั่วโลกได้ 1-2 พันห้อง ร่วมกับสถานที่และมหาวิทยาลัยอื่น ๆ อีก รวม ๆ แล้วประมาณ 5 พันห้อง ยังรวมถึงพื้นที่ลานกิจกรรมของนักกีฬาเยาวชน เราก็เตรียมไว้ เช่นที่สยามสแควร์ เป็นต้น โดยทั้งหมดเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว ไม่ต้องใช้งบประมาณสร้างใหม่แต่อย่างใด ไม่รบกวนงบประมาณของประเทศ และยังเป็นไปตามนโยบายของไอโอซี อย่างชัดเจน” ศ.ดร.วิเลิศ กล่าว


อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวต่อว่า ปกติแล้วการจัดการแข่งขันกีฬาในปัจจุบัน จะไปจัดนอกเมือง เป็นส่วนใหญ่ แต่ครั้งนี้เรามีความพร้อมทุกอย่างในเมือง ซึ่งไอโอซี ก็อยากให้เราจัดในใจกลางเมืองเช่นนี้ ซึ่งมหาวิทยาลัยพร้อมให้การสนับสนุนในภารกิจสำคัญของประเทศครั้งนี้อย่างเต็มที่ เพราะทั้งเป็นชื่อเสียงประเทศ และเข้ากับแนวทางของมหาวิทยาลัย ที่ต้องการสร้างคน สร้างเยาวชน ให้มีน้ำใจนักกีฬา และมีคุณภาพ


“ที่ผ่านมา ไทยเราเคยจัดมหกรรมกีฬาใหญ่ที่สุด คือ เอเชียนเกมส์ การที่เราติดท็อป 3 ได้ลุ้นจัดเกมใหญ่ อย่าง ยูธโอลิมปิกเกมส์ ที่จะมีนักกีฬาร่วม 200 ประเทศ มาแข่งขันในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสทองอันล้ำค่าอย่างยิ่งที่ไม่ควรปล่อยผ่าน ดังนั้นรัฐบาลควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะประโยชน์มีมากมาย งบประมาณในการจัดก็ใช้จ่ายในประเทศทั้งหมด อีกทั้งยังสร้างชื่อเสียง สร้างรายได้ให้ประเทศ ช่วยสร้างคน สร้างเยาวชน ควบคู่กันไปได้เป็นอย่างดี” ศ.ดร.วิเลิศ กล่าวในตอนท้าย