รองผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลนครปฐม นำทนายแจ้งความเอาผิดผู้บริหารด้วยกัน วงจรปิดจับภาพได้ชัด ย่องมาเปิดคอม มีข้อมูลสอบปมเงินหนี้โรงเรียนนับล้านบาท
รองผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลนครปฐม นำทนายแจ้งความเอาผิดผู้บริหารด้วยกัน
วงจรปิดจับภาพได้ชัด ย่องมาเปิดคอม มีข้อมูลสอบปมเงินหนี้โรงเรียนนับล้านบาท
โป๊ะแตก รองผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลนครปฐม ควงทนายแจ้งความผู้บริหารระดับผู้อำนวยการ ย่องเปิดคอมพิวเตอร์ คาดนั่งเปิดดูข้อมูลการสื่อสารกับผู้อำนวยการโรงเรียนเรื่องการสอบสวนความผิดปกติของเงินการจัดซื้อของคณะบริหารชุดเก่านับล้านบาท ความแตกเพราะเจ้าตัวอาจคิดว่ากล้องนั่งล้วงข้อมูล ไม่นานมีข้อความจากคอมพิวเตอร์หลุดออกมา ทนายดังชี้เข้าข่ายผิด พรบ.คอมพิวเตอร์ และยังพบการทำเอกสารผิดหลักการอีกหลายเรื่อง ย้ำขอทำหน้าที่ภาคประชาชนเดินหน้าเปิดโปงคนในคนนอก ที่อาจคาดหวังผลประโยชน์มหาศาล เตรียมส่งข้อมูล ปปช.และคณะกรรมการการศึกษาระดับกระทรวงสอบหาไอ้โม่งป่วนชื่อเสียงโรงเรียนดัง เพราะหลักฐานในมือเพียบ

วันที่ 19 พฤษภาคม 69 ผู้สื่อข่าวได้รับการข้อมูลว่ามีการแจ้งความระหว่างผู้บริหารโรงเรียนดังในจังหวัดนครปฐม เนื่องจากมีข้อมูลพบว่ามีการเข้าไปเปิดคอมพิวเตอร์ของการทำงานซึ่งใช่ของตัวเองในช่วงกลางคืนโดยมีภาพจากกล้องวงจรปิดจับภาพไว้ได้อย่างชัดเจนและมีภาพข้อความที่ใช้คุยกันในแชทเรื่องการตรวจสอบความผิดปรกติทางด้านการเงินปรากฏในกระดาษซึ่งหลุดออกมาให้เจ้าของแชทได้เห็น จึงได้ประสานทนายความเข้าแจ้งความไว้ที่ สภ.เมืองนครปฐม โดยปมน่าจะเกิดจากเครื่องคอมพิวเตอร์ ดังกล่าวมีข้อมูลสำคัญเชื่อมโยงความผิดปกติของการใช้จ่ายเงินด้านสวัสดิการโรงเรียนมูลค่านับล้านบาท โดยเป็นประเด็นที่สืบเนื่องจากที่ สื่อโซเชียลดัง ได้มีการโพสต์ข้อสงสัยจากผู้ปกครองเรื่องการจัดการเรียนการสอนปรับพื้นฐานของโรงเรียน ซึ่งทางผู้อำนวยการได้นำรองผู้อำนวยการชี้แจงต่อสื่อไปแล้วก่อนหน้านี้
นายมนูญ เหล่าปาสี รองผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลนครปฐม บอกว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องจริงซึ่งเมื่อทราบปัญหาดังกล่าว จึงได้ประสานไปยัง นายศุภภัทร์พจน์ นิติศศธร ทนายความเพื่อหารือทางข้อกฎหมายและได้ให้เป็นผู้นำไปแจ้งความไว้ที่ สภ.เมืองนครปฐมไว้แล้ว ซึ่งถือเป็นการละเมิดข้อมูลส่วนตัวในยามค่ำคืน และผิดมารยาทในการทำงานร่วมกันในโรงเรียนเพราะผู้กระทำดังกล่าก็เป็นผู้ใหญ่ ในระดับรองผู้อำนวยการโรงเรียนเช่นเดียวกัน ซึ่งตอนนี้ได้มีการแจ้งไปยังผู้อำนวยการโรงเรียนให้ทราบถึงพฤติกรรมดังกล่าวในฐานะผู้บังคับบัญชาแล้ว

นายมนูญ เหล่าปาสี เผยว่า การทราบข้อมูลดังกล่าวเริ่มตั้งแต่เมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมาเนื่องจากมีเจ้าหน้าที่มาบอกว่ามีรองผู้อำนวยการท่านหนึ่งได้เข้าไปนั่งที่โต๊ะทำงานของผมในช่วงหัวค่ำแต่ไม่ทราบว่าไปทำอะไรซึ่งตอนนั้นก็ยังไม่คิดอะไรมาก แต่ก็เกิดถนนความสงสัยว่าอาจจะต้องมีอะไรผิดปกติเพราะในนั้นมีข้อมูลการสอบสวนการใช้เงินสวัสดิการของโรงเรียน ที่มีความผิดปกติ โดยผมได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานในการตรวจสอบข้อเท็จจริง ต่อมาเมื่อในวันที่ 7 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ผมได้ประสานกับทางเจ้าหน้าที่เทคนิคเพื่อขอดูภาพจากกล้องวงจรปิดก็ต้องตกใจเมื่อพบว่ามีท่านรองผู้อำนวยการท่านหนึ่งได้มีท่าทีในการเดินไปปิดไฟแล้วกลับมานั่งที่โต๊ะของผมจากนั้นได้ทำการเปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นแล้วนั่งดูข้อมูล จากนั้นได้เดินกลับไปเปิดไฟแล้วมีท่าทีลักษณะคล้ายค้นหาข้อมูลในเครื่องตามภาพวงจรปิด ด้วยความไม่สบายใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเนื่องจากผมเพิ่งย้ายเข้ามาทำงานได้เพียง 5 เดือน กลับเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นจึงได้ประสานไปยังทนายเพื่อให้ดูข้อกฎหมายซึ่งเป็นการละเมิดข้อมูลส่วนตัวจึงได้พาผมไปแจ้งความลงบันทึกไว้เพื่อให้มีการตรวจสอบที่สถานีตำรวจภูธรเมืองนครปฐม เพื่อรักษาสิทธิ์ตามกฏหมาย
นายมนูญ รองผู้อำนวยการฯ กล่าวว่า จากนั้นไม่นาน มีอยู่วันหนึ่งผมก็ได้ไปนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานของผู้บริหารอีกห้องหนึ่งซึ่งเป็นที่นั่งของผม ไม่ทราบว่ามีบุคคลใดนำเอกสารวางไว้บนโต๊ะซึ่งปรากฏเป็นภาพที่ผมแชทและส่งข้อมูลให้กับทางผู้อำนวยการโรงเรียน โดยเป็นข้อความเกี่ยวกับการหารือเรื่องงานจัดซื้อจัดจ้างและสวัสดิการภายในโรงเรียน และเราพบความผิดปกติจากร้านค้าที่มีการมทวงเงินค่าวัสดุการเรียนการสอน มูลค่ารวมนับล้านบาท ซึ่งมีข้อความข้อความที่เป็นชั้นความลัพธ์ที่จะสาวไปถึงกระบวนการว่าเงินเหล่านั้นหายไปไหนและมีใครได้รับผลประโยชน์ ทำให้เชื่อมั่นว่าการที่ผู้บริหารโรงเรียนคนดังกล่าวเข้าอาจจะมาเปิดคอมพิวเตอร์ของผมเป็นการเอาข้อมูลอะไรออกไปส่งให้ใครหรือเก็บไว้เป็นหลักฐานอะไรบางอย่าง เนื่องจากผมได้รับการแต่งตั้งให้เป็นชุดคณะกรรมการตรวจสอบการเงินและสวัสดิการภายในโรงเรียนหลังจากมีเหตุร้องเรียนเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างและมีผู้ประกอบการที่เป็นเอกชนสองสามรายมาติดตามทวงหนี้สินของโรงเรียน แต่ไม่ได้อยู่ในยุคที่ผมและท่านผู้อำนวยการคนปัจจุบันเข้ามาทำงาน จึงได้รายงานไปยังดร.วชิรวิชย์ นิติพันธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลนครปฐมและแจ้งไปยังต้นสังกัดคือสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 ให้ได้ทราบไว้ก่อนและมีคำสั่งจากผู้บริหาร0กอเขตพื้นที่ เขต 1 ให้มีการชดใช้เงินดังกล่าว ซึ่งทางผู้อำนวยการโรงเรียนได้เชิญคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียน ให้เข้าร่วมประชุมซึ่งมีมติให้เชิญคณะกรรมการบริหารงานชุดเก่าซึ่งมีผู้อำนวยการเก่าและครูอาจารย์ที่ตั้งรายชื่อให้เป็นกรรมการเข้ามาแสดงข้อเท็จจริงทั้งหมด ก่อนที่จะทำรายงานกลับไปที่ต้นสังกัดอีกครั้ง จุดนี้ผมเชื่อว่าน่าจะมีความผิดปกติเกิดขึ้น และเป็นช่วงที่กำลังสืบหาข้อเท็จจริงซึ่งมีข้อมูลหลายอย่างผิดปกติและมีการพยายามโจมตีคณะทีมบริหารของโรงเรียนมาหลายครั้งทางโซเชียล และมีการร้องเรียนกันหลายครั้ง จนกระทั่งมาพบกับเรื่องนี้

” ผมทำงานมาตรงนี้ห้าเดือนตอนนี้ไม่อยากให้เกิดความเสียหายใดใดกับบุคคลในโรงเรียนหรือชื่อเสียงของโรงเรียนซึ่งเป็นที่ยอมรับของผู้ปกครองและศิษย์เก่า แต่การมาพบข้อพิรุธดังกล่าวหวั่นว่าจะทำให้เกิดกระแสความไม่เชื่อมั่นในโรงเรียนดังกล่าวเพราะพบความผิดปกติหลายอย่างและมีบุคคลเกี่ยวข้องหลายคนตรงนี้ต้องบอกว่าผมเข้ามาทำหน้าที่รองผู้อำนวยการโรงเรียนและเป็นประธานในการสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเบิกจ่ายก็ทำอย่างตรงไปตรงมาและไม่ได้รู้จักกับใครเป็นพิเศษ การใช้เครื่องคอมพิวเตอร์และมีภาพการสนทนาสื่อสารในแอพพลิเคชั่นของผมหลุดออกไปจำเป็นจะต้องได้รับการชี้แจงอย่างชัดเจนเพื่อให้เกิดความโปร่งใสกับทุกฝ่าย” นายมนูญ กล่าว
ด้าน นายศุภภัทร์พจน์ นิติศศธร ทนายความ กล่าวว่าเบื้องต้นท่านรองผู้อำนวยการได้มาหารือข้อกฎหมายเกี่ยวกับการถูกบุคคลอื่นซึ่งทราบแน่ชัดแล้วว่าเป็นผู้บริหารโรงเรียนด้วยกันมาเปิดคอมพิวเตอร์ในยามค่ำคืน ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดปกติเพราะบุคคลทั่วไปจะไม่ทำกันแบบนี้ ซึ่งเรื่องดังกล่าวอาจจะเข้าข่ายผิดกฎหมายเกี่ยวกับพรบ. คอมพิวเตอร์ จึงได้นำไปสู่การแจ้งความแต่ไว้แล้ว และจากข้อสงสัยที่ได้สอบถามเพิ่มเติมและชวนให้สงสัยขึ้นมาอีก เนื่องจากท่านรองมนูญ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานในการสอบข้อเท็จจริงในการจัดซื้อจัดจ้างของผู้บริหารชุดเก่าที่เกิดเป็นหนี้สิน มูลค่านับล้านบาท ซึ่งผมมองว่าเห็นความปกติหลายส่วนเพราะการที่เข้ามาเปิดคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นการผิดกฎหมายแน่นอน และตอนนี้ก็ยังไม่ทราบว่าข้อมูลได้ถูกเผยแพร่ออกไปสู่ที่ใด ครบถ้วนหรือไม่ มีการตัดทอนหรือนำไปแก้ไขเพื่อแก้ต่างๆ ในความผิดของใครหรือไม่
นายศุภภัทร์พจน์ กล่าวว่า ตอนนี้ในฐานะของภาคประชาชนก็เกิดความสงสัยเพราะเมื่อสอบถามพบความผิดปกติคือเมื่อมีเจ้าของธุรกิจหรือร้านค้าภายนอกมาทวงเงินที่โรงเรียนทางผู้อำนวยการโรงเรียนท่านปัจจุบันพยายามจะไปหาเงินมาชำระแต่ก็ทำมาได้เพราะเงินไม่พอ และยังผิดระเบียบถ้านำเงินส่วนอื่นไปชำระให้ในช่วงที่ตนเองยังไม่ได้มาปฏิบัติหน้าที่ จึงได้แจ้งไปยังต้นสังกัดแล้วซึ่งมีมติมาให้ชำระเงินดังกล่าว จากนั้นท่านผู้อำนวยการโรงเรียนก็ได้เชิญคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนอนุบาลนครปฐมมาหารือและมีมติให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ายอดเงินดังกล่าวมีการเบิกจ่ายและใช้สอยอย่างไร ซึ่งท่านรองผู้อำนวยการมนูญ ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานในการสอบสวนข้อเท็จจริง กระทั่งมีการย่องเบามาเปิดคอมพิวเตอร์เมื่อฟังดูแล้วเหตุการณ์เหมือนจะเชื่อมโยงกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ และยังพบความผิดปกติอีกหลายอย่าง

นายศุภภัทร์พจน์ กล่าวต่อไปว่า เบื้องต้นจากเอกสารในการแต่งตั้งคณะกรรมการสวัสดิการของโรงเรียน ในยุคนั้นก็ผิดระเบียบเนื่องจากการแต่งตั้งคณะกรรมการสวัสดิการดังกล่าวจะต้องมีการนำเสนอชื่อส่งไปยังสำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษานครปฐม เขต 1 เพื่อให้ทางเลขาฯ การศึกษาเขต 1 ลงนามเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการดังกล่าว แต่ในส่วนนี้กลับกลายเป็นชื่อการลงนามของอดีตผู้อำนวยการโรงเรียนซึ่งมีการแต่งตั้งคณะกรรมการในขณะนั้นเอาไว้และท่านก็เป็นผู้ลงนามเอง จากนั้นเมื่อมีการสอบสวนก็พบว่าการดำเนินการเกี่ยวกับการเงินก็มีบุคคลเพียงสองถึงสามคนเท่านั้นที่ดำเนินการซึ่งคณะกรรมการคนอื่นๆที่ถูกแต่งตั้งมาไม่ได้รับทราบการดำเนินการไม่รู้เห็นการเบิกรับและจ่ายและไม่ได้ถือสมุดบัญชีเอาไว้หรือมีการรายงานให้ชัดว่ามีการดำเนินการอย่างไร และมีการลงบันทึกข้อความจากการสอบสวนไว้แล้วอย่างชัดเจนด้วย
นายศุภภัทร์ กล่าวเพิ่มว่า ตอนนี้ทราบว่ามีกลุ่มบุคคลภายนอกพยายามจะเอาข้อมูลจากการประชุมทั้งภายในและภายนอกของโรงเรียนบ้าง จากการบอกเล่าปากต่อปากบ้าง ออกไปโจมตีในโลกโซเชียลซึ่งสร้างความเสียหายและยังเป็นข้อพิสูจน์ได้จริงซึ่งเรื่องนี้หากเข้าข่ายผิดกฎหมายก็จะขอดำเนินคดีทางกฎหมายไปด้วย
“ผมมองอย่างนี้ว่าสิ่งที่เห็นความปกติและต้องสงสัยซึ่งยังย้ำชัดว่าจะเป็นจริงหรือไม่ เนื่องจากโรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงและผู้ปกครองให้ความเชื่อมั่น ซึ่งกลุ่มแรกกลุ่มบุคคลภายนอกที่จะได้รับประโยชน์ อีกกลุ่มคือการจัดซื้อจัดจ้างภายในโรงเรียนว่ามีการรับเงินทอนหรือส่วนแบ่งเปอร์เซ็นต์กันหรือไม่ อีกส่วนคือโรงเรียนนี้มีผู้ปกครองประสงค์จะให้บุตรหลานเข้าเรียนปีละไม่น้อยจะมีเรื่องของเงินกินเปล่าหรอแป๊ะเจี๊ยะ ที่เกิดขึ้นหรือไม่ ถึงได้มีผู้อยู่ทั้งภายนอกพยายามเข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ เรื่องนี้สมมุติว่าหากผมพบว่าใครผิดทั้งในส่วนของการเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ ส่วนประชาชนภายนอก ก็จะให้การเป็นผู้สนับสนุนผมก็จะตรวจสอบและนำเรื่องเข้าไป ปปช. และสำนักงานประถมขั้นพื้นฐาน ในระดับกระทรวงให้ลงตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อให้คลายข้อสงสัย” นายศุภภัทร์พจน์ กล่าว
นายศุภภัทร์พจน์ กล่าวปิดท้ายว่า เรื่องนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องเล็กแล้วเบื้องต้นผมพบความเชื่อมโยง ถึงกันมีอยู่สองฝ่าย นั่นคือกลุ่มของฝ่ายกลุ่มผู้บริหารเดิม ซึ่งมีบุคคลภายนอกเข้ามาเชื่อมโยงกันอยู่ รวมถึงผู้บริหารบางคนในสำนักงานการประถมศึกษานครปฐมเขต 1 ด้วยเรื่องนี้ผมจะตรวจสอบไปจนสุดซอยเพราะที่ผ่านมาได้เห็นมีการร้องเรียนและใช้สื่อโซเชียลบั่นทอนจิตใจและความรู้สึกของคณะครูผู้ทำงาน และปัญหาภายในโรงเรียนผมเห็นแล้วว่ามีกี่คนและเป็นใครบ้างเรื่องนี้เราจะมาพิสูจน์กันเพื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายแน่นอน


