ข่าวทั่วไปพาดหัวข่าว

“เนื้อเรื่อง ไม่ตรงปก” ไม่มีหมุด ไม่มีพิกัด ไม่มีแผนที่ และไม่มีการสืบค้นความจริง ก่อนก้าวสู่กระบวนการบังคับคดี

“เนื้อเรื่อง ไม่ตรงปก” ไม่มีหมุด ไม่มีพิกัด ไม่มีแผนที่ และไม่มีการสืบค้นความจริง ก่อนก้าวสู่กระบวนการบังคับคดี

วัดร่มโพธิธรรมได้เปิดเผยข้อมูลว่า เหตุการณ์เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2567 เวลาประมาณ 11.00 น. ณ ศาลจังหวัดเลย ในห้องพิจารณาคดีอันศักดิ์สิทธิ์ที่โจทย์และจำเลยมาเผชิญหน้ากันต่อหน้าบัลลังก์ ท่านผู้พิพากษาได้เอ่ยถามคำถามสำคัญอันเป็นหัวใจของการบังคับคดีแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีว่า “มีหมุด มีแผนที่ของวัดร่มโพธิธรรมที่จะไปบังคับคดีหรือไม่” คำตอบที่ได้รับกลับมาคือ “ไม่มีครับ” และเมื่อท่านถามอัยการฝ่ายโจทย์ด้วยคำถามเดียวกัน คำตอบก็ยังคงเป็นความว่างเปล่า “ไม่มี” ความว่างเปล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความจริงอันน่าประจักษ์ว่า การลากเส้นสมมุติเพื่อกำหนดเขตป่าขึ้นฟ้องร้องวัดในครั้งนี้ อาจเป็นเพียงการคาดเดาอันเลื่อนลอย เป็นการขีดอักษรลงบนอากาศโดยปราศจากการสำรวจตรวจสอบให้ถ้วนถี่ถ่องแท้ ว่าแท้จริงแล้วผืนดินแห่งศรัทธาของวัดร่มโพธิธรรม มีอยู่กี่ไร่ ที่ตั้งวัด ที่วัด และที่ธรณีสงฆ์ รวมกันแล้วมีจำนวนเท่าใด มีเอกสารสิทธิ์ น.ส.3 อยู่กี่แปลง และหมุดพิกัดเดิมที่เคยขอจัดตั้งวัดตั้งแต่แรกเริ่มนั้น ฝังรากอยู่ ณ พิกัดใดบนผืนแผ่นดิน?
ในความเป็นจริง ภายในพื้นที่ของวัดร่มโพธิธรรมมีที่ดิน น.ส.3 ปรากฏอยู่ถึง 3 แปลง การลากเส้นเขตป่ารุกคืบเข้ามาโดยมิได้ลงแรงสำรวจพื้นที่จริง จึงกลายเป็นการทับซ้อนลงบนสิทธิ์อันชอบธรรม ทับทั้งที่ตั้งวัด ทับทั้งที่วัด และทับที่ธรณีสงฆ์ ซึ่งในทางธรรมและทางกฎหมายแล้ว ที่ดินทั้ง 3 ประเภทนี้มีความหมายและขอบเขตที่แยกออกจากกัน ดังนี้


-ที่ตั้งวัด คือผืนดินปฐมบทที่ได้รับอนุญาตให้สร้างและตั้งวัดมาตั้งแต่แรกเริ่ม โดยมีเอกสารสิทธิ์ น.ส.3 เป็นหลักฐานยืนยันความถูกต้อง
-ที่วัด คือผืนดินขยายแห่งศรัทธา ที่มีผู้จิตศรัทธาน้อมถวายหรือซื้อถวายเพิ่มเติม ไม่ว่าจะได้มาก่อนหรือหลังการตั้งวัด โดยเป็นที่ดินผืนที่อยู่ติดกับเขตที่ตั้งวัดเดิม
-ที่ธรณีสงฆ์ คือผืนดินที่ผู้ศรัทธามอบไว้ให้เป็นสมบัติของพระศาสนา ทว่ามิได้อยู่ติดกับที่ตั้งวัดหรือที่วัด แต่อยู่ห่างออกไป
ผืนดินทั้งหมด ทั้งที่ตั้งวัด ที่วัด และที่ธรณีสงฆ์ ล้วนอยู่ภายใต้ร่มเงาการคุ้มครองของ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อปกป้องศาสนสมบัติมิให้ผู้ใดมารุกรานตามอำเภอใจ
มาตรา 34 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า การโอนกรรมสิทธิ์ที่วัด ที่ธรณีสงฆ์ หรือที่ศาสนสมบัติกลาง จะกระทำได้ก็แต่โดยพระราชบัญญัติเท่านั้น เว้นแต่เป็นการโอนให้แก่หน่วยงานของรัฐเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยมหาเถรสมาคมไม่ขัดข้องและต้องได้รับ “ค่าผาติกรรม” (เงินทดแทนที่รัฐจ่ายให้แก่วัด) อย่างถูกต้อง โดยต้องตราเป็นพระราชกฤษฎีกา และที่สำคัญ ห้ามมิให้บุคคลใดยกอายุความขึ้นต่อสู้กับวัดหรือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติในเรื่องทรัพย์สินของวัดโดยเด็ดขาด
มาตรา 35 คือเกราะกำบังอันเด็ดขาดที่ระบุว่า “ที่วัด ที่ธรณีสงฆ์ และที่ศาสนสมบัติกลาง เป็นทรัพย์สินซึ่งไม่มีอยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี”
สัจธรรมย่อมไม่แปรผันตามข้อกล่าวหา พื้นที่จำนวน 755 ไร่ ที่ทางเจ้าหน้าที่ป่าไม้กล่าวอ้างว่าวัดร่มโพธิธรรมบุกรุกป่านั้น แท้จริงแล้วคือ “ที่ตั้งวัด ที่วัด และที่ธรณีสงฆ์” ทุกตารางนิ้วคือขอบขั้วแห่งศาสนสมบัติอันชอบด้วยกฎหมายและพระพุทธศาสนา มิได้มีพื้นที่ของป่าไม้ปะปนอยู่เลยแม้แต่ไร่เดียว
ดังนั้น การที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้ตั้งข้อหาว่าวัดร่มโพธิธรรมบุกรุกป่า จึงเป็นการตั้งอยู่บนฐานข้อมูลอันคลาดเคลื่อนจากความจริงทั้งสิ้น และถือเป็นการกระทำที่กระทบกระเทือนต่อบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 อย่างร้ายแรง เพราะ “ความจริง” ย่อมเป็นสิ่งสูงสุด และความจริงทางกฎหมายย่อมไม่อาจถูกลบล้างด้วยเส้นสมมุติที่ปราศจากหมุดพิกัดรองรับได้เลย