“เต้” ลั่นเคยเตือนนายกฯ ตั้งแต่ 24 มิ.ย. แฉขบวนการโกงสอบท้องถิ่น จ่อสาวถึงนักการเมืองใหญ่ พร้อมเปิดตัวพรรค “ก้าวล้ำ”
“เต้” ลั่นเคยเตือนนายกฯ ตั้งแต่ 24 มิ.ย. แฉขบวนการโกงสอบท้องถิ่น จ่อสาวถึงนักการเมืองใหญ่ พร้อมเปิดตัวพรรค “ก้าวล้ำ”
“เต้” มงคลกิตติ์ ประกาศจบศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. พร้อมแสดงความยินดี “ชัชชาติ” ชี้เหมาะสมเป็นผู้ว่าฯ และขอให้เร่งแก้ปัญหาประชาชน ก่อนเตรียมเปิดตัวพรรค “ก้าวล้ำ” เดินหน้าทำการเมืองเต็มตัว ควบคู่เปิดเกมแฉขบวนการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น อ้างมีหลักฐานเชื่อมโยงเส้นทางการเงิน การใช้โทรศัพท์ และนักการเมืองรายใหญ่ ลั่นเคยเตือนนายกรัฐมนตรีตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน หากยังเพิกเฉยอาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมรวบรวมหลักฐานยื่น ป.ป.ช.
นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หรือ “เต้” ลงพื้นที่พบปะนักเรียนโรงเรียนวัดนวลนรดิศ พร้อมเปิดเผยว่า ภายหลังการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2569 ถือว่าการแข่งขันสิ้นสุดลงแล้ว และขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับเลือกจากประชาชน
นายมงคลกิตติ์กล่าวว่า ตนเห็นว่า ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ มีความเหมาะสมที่จะเข้ามาบริหารกรุงเทพมหานคร และอยากให้เร่งเดินหน้าแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน รวมถึงผลักดันการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้เห็นผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว
นายมงคลกิตติ์กล่าวต่อว่า เมื่อภารกิจการเลือกตั้งจบลงแล้ว จากนี้จะเดินหน้าทำงานการเมืองอย่างเต็มรูปแบบ โดยเตรียมประกาศเปิดตัว พรรคก้าวล้ำ เพื่อเป็นพรรคการเมืองทางเลือก และทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ รวมถึงผลักดันการแก้ไขปัญหาการทุจริตที่กระทบต่อประเทศ
พร้อมกันนี้ นายมงคลกิตติ์เปิดประเด็นถึงการทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น โดยระบุว่า เรื่องดังกล่าวร้ายแรงกว่าที่หลายคนคิด เพราะไม่ใช่เพียงการซื้อขายข้อสอบ แต่เป็นการนำบุคคลที่ทุจริตเข้าสู่ระบบราชการ ซึ่งสุดท้ายจะสร้างความเสียหายให้กับประเทศ

นายมงคลกิตติ์กล่าวว่า จะตรวจสอบผู้ที่สอบผ่านทั้งในส่วนที่สอบได้ด้วยความสุจริตและผู้ที่สอบได้โดยมิชอบ โดยจะตรวจสอบเส้นทางการเงินย้อนหลัง 2 ปี ว่ามีการถอนหรือโอนเงินผิดปกติในช่วงประมาณ 600,000-800,000 บาทหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์ของผู้สอบผ่าน เพื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาเชื่อมโยงเป็นขบวนการ
นายมงคลกิตติ์กล่าวอ้างว่า เมื่อเชื่อมโยงข้อมูลทั้งเส้นทางการเงินและการติดต่อสื่อสารแล้ว จะสามารถสาวไปถึงนักการเมืองรายใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังได้ พร้อมอ้างว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มีข้อมูลบางส่วนอยู่แล้ว และเชื่อว่าสามารถขยายผลไปถึงผู้มีอำนาจทางการเมืองได้
“นักการเมืองคนนี้ใหญ่จนบังคับประเทศได้ ถ้าไม่กำจัดตอนนี้ จะไปกำจัดตอนไหน” นายมงคลกิตติ์กล่าว
นายมงคลกิตติ์ยังเปิดเผยว่า ตนได้ออกมาเตือนนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2569 แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง พร้อมกล่าวว่า “ผมเตือนท่านแล้ว แต่ท่านไม่เชื่อ” และเห็นว่าหากยังไม่มีการดำเนินการตรวจสอบ อาจเข้าข่ายความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
นอกจากนี้ นายมงคลกิตติ์ยังเรียกร้องให้ อนุทิน ชาญวีรกูล เร่งดำเนินการตรวจสอบเรื่องดังกล่าว พร้อมยกกรณีของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาเปรียบเทียบ โดยแสดงความเห็นว่า แม้ไม่ได้เป็นผู้กระทำการทุจริตโดยตรง แต่หากละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ก็อาจต้องรับผิดตามกฎหมายเช่นเดียวกัน
นายมงคลกิตติ์ยืนยันว่า หลังจากนี้จะเดินหน้ารวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด ทั้งเส้นทางการเงิน ข้อมูลการใช้โทรศัพท์ และข้อมูลผู้เกี่ยวข้อง ก่อนนำไปยื่นต่อ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เพื่อให้ตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกระดับ
.

