“มท.2” ควง “รอง ผบ.ตร.” แถลงผลปฏิบัติการ “ถอดเกล็ดมังกร” ทลายเครือข่าย “พ่อทิพย์” ออกหมายจับ 40 ราย ลุยเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐ-บุคลากรโรงพยาบาล-ชาวจีน ขยายผลถึงขบวนการออนไลน์
“มท.2” ควง “รอง ผบ.ตร.” แถลงผลปฏิบัติการ “ถอดเกล็ดมังกร” ทลายเครือข่าย “พ่อทิพย์” ออกหมายจับ 40 ราย ลุยเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐ-บุคลากรโรงพยาบาล-ชาวจีน ขยายผลถึงขบวนการออนไลน์
เมื่อเวลา 15.45 น. วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ที่กองกำกับการสืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 8 นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย พลตำรวจเอก สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, พลตำรวจโท นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, นายวิฑูรย์ สิรินุกูล รองอธิบดีกรมการปกครอง, นายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผู้อำนวยการกองกิจการอำนวยความยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI), นายสุภาพ สิริ ผู้อำนวยการกองปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ 1 และนายอภินันท์ นวลสุวรรณ์ ผู้อำนวยการส่วนวิเคราะห์ข่าวกรองทางการเงิน ร่วมกันแถลงผลปฏิบัติการ “ถอดเกล็ดมังกร” ทลายเครือข่ายรับรองบุตรเท็จและขบวนการ “พ่อทิพย์”
นายพลพีร์ กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้ความสำคัญกับการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ และกลุ่มทุนสีเทา หลังพบว่ามีการอาศัยช่องโหว่ของระบบทะเบียนราษฎรและการได้สัญชาติไทย เพื่ออำพรางตัวตนและเคลื่อนย้ายทรัพย์สิน โดยรูปแบบที่ตรวจพบล่าสุดคือ การว่าจ้างคนไทยให้ “สมรสเท็จ” หรือ “รับรองบุตรเท็จ” เพื่อให้บุตรของชาวต่างชาติได้รับสัญชาติไทย ส่งผลกระทบต่อสิทธิของประชาชน ความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ

จึงได้บูรณาการหลายหน่วยงานเปิดปฏิบัติการ “ถอดเกล็ดมังกร” เข้าตรวจค้นและจับกุมเครือข่ายผู้กระทำผิด พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมา ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือเอกชน และจะขยายผลไปถึงผู้บงการ รวมถึงตรวจสอบการใช้ช่องทางออนไลน์ในการติดต่อว่าจ้างกระทำความผิด
ด้าน พลตำรวจเอก สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติร่วมกับกรมการปกครอง ขอศาลอนุมัติหมายจับรวม 40 หมาย และหมายค้น 53 หมาย แบ่งเป็นหมายค้นเพื่อตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอ 32 หมาย และหมายค้นเพื่อจับกุมอีก 21 หมาย
การดำเนินคดีแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่รัฐ 1 ราย ซึ่งถูกจับกุมแล้ว ในข้อหาทำและใช้เอกสารอันเป็นเท็จ นำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ, เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล 1 ราย ถูกจับกุมแล้ว, มารดาชาวต่างชาติถูกออกหมายจับ 16 ราย, กลุ่ม “พ่อทิพย์” คนไทยถูกออกหมายจับ 17 ราย และกลุ่มชาวจีนผู้ว่าจ้างหรือสนับสนุนการกระทำผิดอีก 5 ราย โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้แล้วรวม 15 ราย

สำหรับกรณี นาย จ. หนึ่งในกรรมการและผู้ถือหุ้นร้อยละ 10 ของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง แม้เจ้าตัวจะให้การปฏิเสธ แต่ผลตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอ ยืนยันว่าไม่ได้เป็นบิดาที่แท้จริงของเด็กตามที่รับรองไว้ โดยเมื่อทราบว่ามีการออกหมายจับ นาย จ. เตรียมเข้าพบพนักงานสอบสวนพร้อมทนายความที่ สน.สำเหร่
พลตำรวจเอก สำราญ กล่าวว่า สำหรับผู้ที่รับเป็น “พ่อทิพย์” บางรายอาจอ้างว่าไม่ทราบข้อกฎหมาย แต่เมื่อมีการลงลายมือชื่อรับรองความเป็นบิดา ย่อมเข้าข่ายความผิดแล้ว ส่วนประเด็นเรื่องเจตนานั้น พนักงานสอบสวนจะรวบรวมพยานหลักฐานและเปิดโอกาสให้ผู้ต้องหาชี้แจงข้อเท็จจริงตามกระบวนการกฎหมาย
นอกจากนี้ ยังพบเครือข่ายอื่นที่มีพฤติการณ์ในลักษณะเดียวกันอีกหลายกลุ่ม ซึ่งตำรวจจะเร่งขยายผลดำเนินคดีอย่างต่อเนื่อง พร้อมประสานกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) หลังพบว่ามีชาวต่างชาติใช้ช่องทางออนไลน์ติดต่อว่าจ้าง “พ่อทิพย์” เพื่อรับรองบุตรให้ได้รับสัญชาติไทย

นายวิฑูรย์ สิรินุกูล รองอธิบดีกรมการปกครอง เปิดเผยว่า กรมการปกครองได้มีหนังสือสั่งการไปยังสำนักทะเบียนทั่วประเทศ ทั้ง 878 อำเภอ และสำนักทะเบียนท้องถิ่นทุกแห่ง กำหนดให้กรณีการแจ้งเกิดเด็กที่มีบิดาหรือมารดาเป็นชาวต่างชาติ จะต้องให้บิดาและมารดามาแสดงตนและรับรองบุตรด้วยตนเอง เพื่อป้องกันการแอบอ้างสิทธิ เนื่องจากที่ผ่านมา พบว่ามีการใช้เอกสารจากโรงพยาบาลเป็นช่องทางให้เจ้าหน้าที่ทะเบียนออกสูติบัตรและทะเบียนบ้านโดยมิชอบ
พร้อมกันนี้ กรมการปกครองยังอยู่ระหว่างผลักดันการแก้ไขพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร เพื่อกำหนดฐานความผิดเฉพาะและเพิ่มบทลงโทษให้รุนแรงยิ่งขึ้น
นายวิฑูรย์ ระบุว่า หมายจับทั้ง 40 หมาย เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการปราบปราม เนื่องจากคดีนี้กระทบต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจของประเทศอย่างร้ายแรง โดยจะขยายผลดำเนินคดีต่อทุกเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง

ด้านนายอภินันท์ นวลสุวรรณ์ ผู้อำนวยการส่วนวิเคราะห์ข่าวกรองทางการเงิน เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องเข้าข่ายเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน เมื่อมีการรับรองให้เด็กชาวจีนเป็นผู้มีสัญชาติไทย จะถูกใช้เป็นช่องทางโอนทรัพย์สินจากบิดามารดาชาวต่างชาติให้กับบุตร เพื่ออำพรางธุรกรรมให้ดูถูกต้องตามกฎหมาย
สำนักงาน ปปง. จะเร่งขยายผลเส้นทางการเงิน พร้อมใช้มาตรการยึด อายัด และริบทรัพย์สินของผู้กระทำผิด รวมถึงผู้เกี่ยวข้องและผู้รับโอนทรัพย์สินที่เกี่ยวพันกับขบวนการดังกล่าว
ขณะที่ผู้แทนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ระบุว่า การกระทำดังกล่าวถือเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศ เพราะทำให้บุคคลต่างชาติสามารถมีสถานะเป็นคนไทยได้โดยไม่ผ่านกระบวนการตรวจสอบตามกฎหมาย ส่งผลให้สามารถถือครองที่ดิน เปิดบัญชีธนาคาร เป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้นบริษัท และใช้สิทธิต่าง ๆ ในฐานะบุคคลสัญชาติไทยแทนบิดามารดาชาวต่างชาติได้ทันที ซึ่งนอกจากกระทบต่อความมั่นคงของชาติแล้ว ยังส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวอีกด้วย


