ข่าวทั่วไปพาดหัวข่าว

“สนธิ” มาตามนัด! ขึ้นเวทีหาดใหญ่ “ทวงคืนประเทศไทย” ฟาดปมทุนเทา–นอมินี จี้รัฐอุดช่องโหว่กฎหมาย ลั่นปราบต้องถึง “คนไทยบังหน้า–เครือข่าย–ทรัพย์สิน”

“สนธิ” มาตามนัด! ขึ้นเวทีหาดใหญ่ “ทวงคืนประเทศไทย” ฟาดปมทุนเทา–นอมินี จี้รัฐอุดช่องโหว่กฎหมาย ลั่นปราบต้องถึง “คนไทยบังหน้า–เครือข่าย–ทรัพย์สิน”
สงขลา – “สนธิ ลิ้มทองกุล” นำทีม “ทวงคืนประเทศไทย” เปิดเวทีหาดใหญ่ครั้งแรก ขุดปมทุนต่างชาติสีเทา–ขบวนการนอมินี ตั้งคำถามประสิทธิผลการปราบปรามของรัฐบาล “อนุทิน” ชี้การจับกุมหรือเนรเทศอาจไม่เพียงพอ หากยังไม่สามารถตัดวงจรเงิน เครือข่าย และผู้ที่ทำหน้าที่เป็นคนไทยบังหน้า พร้อมเรียกร้องแก้กฎหมาย เพิ่มโทษจำคุกและใช้มาตรการยึดทรัพย์อย่างจริงจัง


เมื่อช่วงค่ำวันที่ 26 กันยายน 2569 ที่ลานหน้าสถานีรถไฟหาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา นายสนธิ ลิ้มทองกุล พร้อมด้วย อ.ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ นิติธร ล้ำเหลือ และพิชิต ไชยมงคล ขึ้นเวที “ทวงคืนประเทศไทย” ท่ามกลางประชาชนและผู้ติดตามที่มาร่วมรับฟัง โดยเนื้อหาบนเวทีมุ่งไปที่ปัญหาทุนต่างชาติสีเทา การใช้คนไทยเป็น “นอมินี” และปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ
นายสนธิกล่าวถึงแนวทางจัดการทุนต่างชาติสีเทา โดยเห็นว่าการดำเนินการไม่ควรหยุดอยู่เพียงการตรวจค้น จับกุม หรือเนรเทศชาวต่างชาติบางราย แต่ควรขยายผลไปยังเครือข่ายทางการเงิน ผู้ถือหุ้น ผู้รับผลประโยชน์ และทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง พร้อมเสนอให้ทบทวนบทลงโทษ โดยเฉพาะผู้ที่ร่วมขบวนการนอมินี รวมถึงการยึดทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด
นายสนธิตั้งข้อสังเกตว่า หากบทลงโทษไม่สูงพอ ผู้กระทำผิดอาจมองโทษทางกฎหมายเป็นเพียง “ต้นทุนในการทำธุรกิจ” เมื่อเทียบกับผลประโยชน์ที่ได้รับ และสามารถเปลี่ยนผู้ถือหุ้นหรือจัดตั้งนิติบุคคลใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบได้ จึงเห็นว่าการแก้ปัญหาต้องปิดช่องโหว่ตั้งแต่ต้นทาง โดยเฉพาะการใช้คนไทยถือหุ้น ถือครองทรัพย์สิน หรือประกอบธุรกิจแทนคนต่างชาติ
“การปราบทุนเทาต้องวัดกันที่การตัดวงจร ไม่ใช่แค่จำนวนการจับกุมหรือการเนรเทศ” เป็นสาระสำคัญที่นายสนธิหยิบยกขึ้นมาบนเวที พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการทั้งกับผู้ที่อยู่เบื้องหลังและคนไทยที่เข้าไปมีส่วนร่วมในขบวนการ หากมีพยานหลักฐานเชื่อมโยงอย่างชัดเจน
ด้าน อ.ปานเทพ พัวพงพันธ์ ขึ้นเวทีเชื่อมโยงปัญหาทุนสีเทากับปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ โดยตั้งคำถามถึงการใช้งบประมาณและการแก้ปัญหาของภาครัฐ โดยยกประเด็นน้ำท่วมในหลายพื้นที่ รวมถึงกรุงเทพมหานคร ว่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำ แต่ยังไม่เห็นการแก้ไขในระดับโครงสร้างอย่างเพียงพอ พร้อมวิพากษ์การให้ความสำคัญกับโครงการและเทคโนโลยีต่าง ๆ ขณะที่ปัญหาปากท้องและคุณภาพชีวิตของประชาชนยังเป็นโจทย์สำคัญ
อ.ปานเทพยังกล่าวถึงสิ่งที่เรียกว่า “จีนเทา” และ “ไทยเทา” รวมถึงการเข้ามาของธุรกิจและแพลตฟอร์มต่างชาติที่ส่งผลต่อการประกอบอาชีพของคนไทย ตลอดจนปัญหาสแกมเมอร์ที่หลอกเงินประชาชน โดยมองว่าปัญหาเหล่านี้สะท้อนภาพการถูกแทรกซึมทางเศรษฐกิจ และเป็นเหตุผลที่ต้องมีการ “เอาประเทศไทยกลับคืนมา”
ขณะเดียวกัน บนเวทียังมีการกล่าวถึงประเด็นด้านความมั่นคงและกลุ่มบุคคลต่างชาติที่เข้ามาดำเนินกิจกรรมในประเทศไทย โดย อ.ปานเทพตั้งคำถามถึงช่องทางที่ทำให้บุคคลหรือกลุ่มทุนต่างชาติสามารถเข้ามาดำเนินกิจการหรือมีอิทธิพลในพื้นที่ต่าง ๆ พร้อมย้ำว่าปัญหาที่ถูกกล่าวถึงทั้งหมดมีความเชื่อมโยงกับระบบ “ไทยเทา” ที่เปิดช่องให้ทุนต่างชาติเข้ามาใช้ประโยชน์จากโครงสร้างทางเศรษฐกิจและกฎหมายของไทย
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากฝ่ายรัฐบาลระบุว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เดินหน้าปราบปรามทุนเทาและขบวนการนอมินีอย่างต่อเนื่อง โดยมีการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ทั้งข้อมูลบุคคล นิติบุคคล ผู้ถือหุ้น ธุรกรรมทางการเงิน และการถือครองที่ดิน รวมถึงมีการรายงานการยึดและอายัดทรัพย์สินในคดีเครือข่ายทุนเทารายสำคัญรวมมูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท
รัฐบาลยังระบุถึงการยกระดับการตรวจสอบนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง การตรวจสอบการใช้คนไทยเป็นนอมินี และการตรวจสอบธุรกรรมเกี่ยวกับที่ดิน โดยยืนยันแนวทาง “เปิดรับการลงทุนที่ถูกต้อง ปิดทางธุรกิจผิดกฎหมาย”
เวที “ทวงคืนประเทศไทย” ที่หาดใหญ่จึงสะท้อนข้อถกเถียงอีกด้านต่อแนวทางปราบปรามทุนเทาและนอมินี โดยฝ่ายนายสนธิเรียกร้องให้รัฐพิสูจน์ความจริงจังด้วยการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและปิดช่องโหว่ทางกฎหมาย ขณะที่รัฐบาลยืนยันว่าการปราบปรามได้ขยายผลจากผู้กระทำผิดไปยังทรัพย์สินและเครือข่ายที่เกี่ยวข้องแล้ว
ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ ในช่วงเช้าวันที่ 27 กันยายน นายสนธิได้แวะรับประทานอาหารเช้าเมนูติ่มซำตามแบบฉบับหาดใหญ่ ท่ามกลางแฟนคลับและผู้ติดตามรุ่นใหญ่ที่มารอต้อนรับและขอถ่ายภาพ ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ


พี่เสือ นักข่าว จ.สงขลา
/