ข่าวทั่วไปพาดหัวข่าว

สตม. ยกระดับคัดกรองเด็กเดินทางออกนอกประเทศ สกัดขบวนการพ่อไทยทิพย์–อาชญากรรมข้ามชาติ ขยายช่องตรวจอัตโนมัติ 33 สัญชาติ เพิ่มความปลอดภัย

สตม. ยกระดับคัดกรองเด็กเดินทางออกนอกประเทศ สกัดขบวนการพ่อไทยทิพย์–อาชญากรรมข้ามชาติ ขยายช่องตรวจอัตโนมัติ 33 สัญชาติ เพิ่มความปลอดภัย

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ผนึกกำลังกรมการปกครอง ยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยในการเดินทางระหว่างประเทศ มุ่งคุ้มครองเด็กและเยาวชนจากการถูกลักพาตัวและการค้ามนุษย์ พร้อมสกัดขบวนการทุจริตทางทะเบียน สวมสิทธิ์สัญชาติไทยให้เด็กต่างด้าว เปิดปฏิบัติการ “ปิดน่านฟ้า ล่าขบวนการพ่อไทยทิพย์” จับกุมผู้เกี่ยวข้องได้ทั้ง 2 คดี รวมถึงขยายผลปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ขณะเดียวกันเดินหน้าพัฒนาระบบตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ (ABC) ครอบคลุม 33 สัญชาติ/ดินแดน ยอดผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นกว่า 185.6% ยืนยันเดินหน้าสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงและการอำนวยความสะดวกแก่ผู้เดินทาง
เมื่อวันพุธที่ 4 พฤศจิกายน 2569 เวลา 10.00 น. ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง พร้อมด้วยนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ร่วมแถลงแนวทางยกระดับการคัดกรองผู้เยาว์ที่เดินทางออกนอกราชอาณาจักร การปราบปรามขบวนการทุจริตทางทะเบียนและสวมสิทธิ์สัญชาติไทย เข้มคัดกรองเด็กต่ำกว่า 18 ปี ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพช่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและการให้บริการผู้เดินทางระหว่างประเทศ
สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของเด็กและเยาวชนที่เดินทางออกนอกราชอาณาจักร โดยกำหนดมาตรการคัดกรองผู้เดินทางที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ทุกด่านตรวจคนเข้าเมืองขาออก เพื่อป้องกันการลักพาตัวเด็ก การนำเด็กไปแสวงหาประโยชน์ และการค้ามนุษย์ข้ามชาติ รวมถึงป้องกันการใช้เอกสารหรือข้อมูลทางทะเบียนที่ไม่ถูกต้อง


ทั้งนี้ จากการประสานข้อมูลกับหน่วยงานด้านความมั่นคง พบเบาะแสเกี่ยวกับขบวนการนำเด็กไปเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ในต่างประเทศ ตลอดจนการทุจริตทางทะเบียนโดยใช้บุคคลสัญชาติไทยรับรองเด็กที่มีบิดามารดาเป็นคนต่างด้าว เพื่อให้เด็กได้รับสัญชาติไทยโดยมิชอบ จึงจำเป็นต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับผู้ร่วมเดินทาง อำนาจปกครอง และหนังสือแสดงความยินยอมจากบิดามารดาหรือผู้ปกครอง สำหรับเอกสารที่ผู้ปกครองควรจัดเตรียม ได้แก่ 1. เดินทางพร้อมบิดาและมารดา — เตรียมสูติบัตรของผู้เยาว์ โดยสามารถแสดงได้ทั้งฉบับจริง สำเนา ไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ หรือภาพถ่าย -2. เดินทางพร้อมบิดาหรือมารดาเพียงฝ่ายเดียว — เตรียมสูติบัตร พร้อมหนังสือยินยอมจากบิดาหรือมารดาอีกฝ่ายที่ไม่ได้ร่วมเดินทาง ซึ่งออกโดยสำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอ และมีอายุไม่เกิน 60 วัน กรณีบิดามารดาไม่ได้จดทะเบียนสมรสหรือจดทะเบียนหย่า ให้แสดงเอกสารเกี่ยวกับอำนาจปกครองบุตรประกอบด้วย -3. เดินทางพร้อมผู้แทนโดยชอบธรรมตามคำสั่งศาล — เตรียมสูติบัตร พร้อมสำเนาคำสั่งศาลแต่งตั้งผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์ -4. เดินทางพร้อมบุคคลอื่นหรือเดินทางโดยลำพัง — เตรียมสูติบัตร พร้อมหนังสือยินยอมจากบิดาและมารดา หรือผู้แทนโดยชอบธรรม ซึ่งออกโดยสำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอ และมีอายุไม่เกิน 60 วัน เช่นกัน
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่จะดำเนินการตรวจสอบด้วยความสุภาพ คำนึงถึงความเป็นส่วนตัวและความรู้สึกของเด็กและครอบครัว โดยหากพบข้อสงสัยอาจขอข้อมูลหรือเอกสารเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจน ซึ่งไม่ได้หมายความว่าผู้เดินทางกระทำความผิด แต่เป็นมาตรการเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของเด็กเป็นสำคัญ
จากสถิติระหว่างเดือนกรกฎาคม–ตุลาคม 2569 ฝ่ายตรวจคนเข้าเมืองขาออก ด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้คัดกรองผู้เยาว์สัญชาติไทยจำนวน 120 ราย พบข้อพิรุธที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม 32 ราย และสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้แล้ว 2 คดี ส่วนกรณีอื่นอยู่ระหว่างสืบสวนขยายผลในส่วนที่เกี่ยวข้อง
ปฏิบัติการ “ปิดน่านฟ้า ล่าขบวนการพ่อไทยทิพย์” ทลายเครือข่ายสวมสิทธิ์สัญชาติไทย อีกหนึ่งภารกิจสำคัญ สำนักงานตำรวจแห่งชาติร่วมกับกรมการปกครอง เปิดปฏิบัติการ “ปิดน่านฟ้า ล่าขบวนการพ่อไทยทิพย์” เพื่อปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่ใช้วิธีทุจริตทางทะเบียนและแจ้งเกิดอันเป็นเท็จ โดยมีเป้าหมายให้เด็กที่มีบิดามารดาเป็นคนต่างด้าวได้รับสัญชาติไทยโดยมิชอบ ซึ่งอาจนำไปสู่การใช้สิทธิและเอกสารของบุคคลสัญชาติไทยเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการประกอบธุรกิจ การถือครองทรัพย์สิน และการกระทำผิดกฎหมายในรูปแบบอื่น


โดยคดีแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองขาออก ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ตรวจพบผู้โดยสาร 3 คน ได้แก่ นายรัฐพล อายุ 40 ปี สัญชาติไทย (พ่อไทยทิพย์) นางหยิงเสวียอายุ 26 ปี สัญชาติจีน และเด็กชาย อายุ 8 เดือน สัญชาติไทย (เด็กสวมสัญชาติ) ขณะเตรียมเดินทางออกนอกราชอาณาจักร โดยพบพฤติการณ์ต้องสงสัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางครอบครัว จากการสืบสวนขยายผลพบว่า ชายไทยดังกล่าวอาจเป็นผู้รับรองบุตรแทนบิดาที่แท้จริงซึ่งเป็นชาวจีน เพื่อให้เด็กได้รับสัญชาติไทย จึงได้ดำเนินสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติมจากการซักถามทั้งคู่ ไม่สามารถให้รายละเอียดเกี่ยวชีวิตครอบครัวได้ มีแต่เพียงให้การว่าเคยมีความสัมพันธ์กันตอนไปเที่ยวไม่กี่ครั้ง และทางฝ่ายหญิงแจ้งว่าตั้งครรภ์ จึงขอให้นายรัฐพล มารับรองเป็นพ่อ จาการสืบสวนขยายผล ทราบว่าพ่อที่แท้จริงคือ นายไห่เทาอายุ 32 ปี สัญชาติจีน ซึ่งเป็นบุคคลที่มีหมายจับของสาธารณรัฐประชาชนจีน ในความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกง อ้างตนเป็นนายหน้าหลอกฝากเข้าโรงเรียนในประเทศจีน เจ้าหน้าที่จึงรวบรวมพยานหลักฐานและขอศาลออกหมายจับผู้เกี่ยวข้อง 3 ราย ประกอบด้วย มารดาชาวจีน บิดาชาวจีนที่แท้จริง และชายไทยผู้รับรองบุตร โดยสามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาทั้งสามรายได้แล้ว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
ส่วนคดีที่สองเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองขาออกตรวจพบนางเซียงจุน อายุ 31 ปี สัญชาติจีน พร้อมเด็กชายอายุ 2 ปี สัญชาติจีน (เด็กสวมสัญชาติ) ขณะเตรียมเดินทางออกนอกประเทศ จากการตรวจสอบพบความผิดปกติของเอกสารสูติบัตร โดยเด็กมีสูติบัตร 2 ฉบับ ระบุบิดาเป็นบุคคลต่างสัญชาติกัน และมีข้อมูลสถานที่เกิดแตกต่างกัน โดย สูติบัตรฉบับแรก เด็กชายเอเกิดโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ในกรุงเทพมหานคร มีนายฉัตรมงคล รับรองเป็นบิดา แต่มีการแจ้งเกิดล่าช้ากว่า 15 วัน และมีนางทองสม ซึ่งมีศักดิ์เป็นย่า มารับรองการเกิด สูติบัตรฉบับที่ 2 เด็กชายเอเกิดโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในทางภาคอีสาน และได้นำเอกสารการเกิดไปแจ้งกับนายทะเบียนคนละจังหวัดในภาคอีสาน โดยมีนายเยี่ยมจุม รับเป็นบิดา
ผลการตรวจสอบพบว่าเอกสารรับรองการเกิดฉบับหนึ่งมีการปลอมแปลงทั้งฉบับ และมีการนำข้อมูลอันเป็นเท็จไปใช้แจ้งเกิดเพื่อให้เด็กได้รับสัญชาติไทย เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานและออกหมายจับผู้เกี่ยวข้อง 4 ราย ได้แก่ นายเยี่ยมจุม อายุ 32 บิดาชาวจีน นางเซียงจุน อายุ 31 ปี มารดาชาวจีน นายฉัตรมงคล อายุ 26 ปี สัญชาติไทยผู้รับรองบุตร และนางทองสม อายุ 53 ปี สัญชาติไทย ซึ่งเกี่ยวข้องกับการรับรองการเกิด
นอกจากนี้ ยังพบว่าบิดาชาวจีนรายดังกล่าวมีหมายจับในประเทศจีนเกี่ยวข้องกับคดีอาชญากรรมทางการเงินและการฟอกเงิน โดยมีบัญชีที่เกี่ยวข้องมากกว่า 133 บัญชี มูลค่าความเสียหายประมาณ 500 ล้านหยวน ขณะที่เจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนแจ้งเกิดในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กรมการปกครองได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงและมีความเห็นให้ออกจากราชการไว้ก่อน


นอกจากการปราบปรามขบวนการทุจริตทางทะเบียนแล้ว สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองยังสกัดกั้นอาชญากรรมข้ามชาติและการลักลอบเข้าเมืองตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง รวบชาวจีน ขนยานรก 5 กก.คาโขงโยงคดีฆาตกรรม 3 ศพ จากดูไบหนีซุกไทย
เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569 ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดหนองคาย ร่วมกับทหารพรานในพื้นที่อำเภอโพนพิสัย จับกุมนายหวาน สัญชาติจีน ขณะลักลอบเดินทางข้ามจากประเทศลาวเข้ามาในราชอาณาจักร พร้อมตรวจยึดผงสีขาวต้องสงสัยน้ำหนักกว่า 5 กิโลกรัม ซึ่งผลการตรวจสอบพบเป็นสารเอโทมิเดต วัตถุออกฤทธิ์ประเภท 2 จึงดำเนินคดีในข้อหาลักลอบเข้าเมืองและครอบครองวัตถุออกฤทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาต ต่อมาเมื่อขยายผลตรวจสอบประวัติ พบว่าผู้ต้องหารายดังกล่าวเป็นบุคคลตามหมายจับของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในคดีร่วมกันก่อเหตุฆาตกรรม 3 ศพ เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา นับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จในการสกัดกั้นผู้ต้องหาอาชญากรรมข้ามชาติที่หลบหนีเข้ามาในประเทศไทย
ขณะเดียวกัน สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองยังเดินหน้าพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการ โดยร่วมกับบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ขยายการให้บริการช่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ (Automated Border Control: ABC) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เดินทางระหว่างประเทศ ลดระยะเวลารอคอย และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการผู้โดยสารในท่าอากาศยาน ตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน 2569 กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 ซึ่งรับผิดชอบด่านตรวจคนเข้าเมืองในท่าอากาศยานนานาชาติ 5 แห่ง ได้ขยายการให้บริการระบบ ABC จากเดิมที่รองรับเฉพาะผู้ถือหนังสือเดินทางสิงคโปร์และฮ่องกง ให้ครอบคลุมผู้เดินทางจาก 33 สัญชาติ/ดินแดน ส่งผลให้มีผู้ใช้บริการเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากวันละ 744 ราย เป็นวันละ 2,125 ราย หรือเพิ่มขึ้นถึง 185.6%โดยระหว่างวันที่ 18 กันยายน–31 ตุลาคม 2569 มีผู้โดยสารชาวต่างชาติใช้บริการระบบ ABC รวมทั้งสิ้น 94,760 ราย กลุ่มผู้ใช้บริการสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สิงคโปร์ 21,684 ราย ฮ่องกง 14,259 ราย เกาหลีใต้ 9,615 ราย ญี่ปุ่น 9,538 ราย และมาเลเซีย 6,943 ราย ตามลำดับ นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาระบบบัตรขาเข้าดิจิทัลของประเทศไทย (Thailand Digital Arrival Card: TDAC) โดยเพิ่มการแจ้งสิทธิการใช้ช่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติผ่านทางอีเมลภายหลังการลงทะเบียน เพื่อให้ผู้เดินทางสามารถตรวจสอบสิทธิของตนเองล่วงหน้าและเลือกใช้ช่องตรวจได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น
พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้กำชับให้ทุกหน่วยเพิ่มความเข้มงวดในการป้องกันการลักลอบเข้าเมืองตามแนวชายแดน สกัดกั้นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ กลุ่มสแกมเมอร์ และการลักลอบนำยาเสพติดเข้าประเทศ พร้อมเร่งรัดสืบสวนขยายผลเครือข่ายพ่อไทยทิพย์ โดยประสานความร่วมมือกับกรมการปกครองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทุกราย รวมถึงตรวจสอบเส้นทางการเงิน ธุรกิจนอมินี และความผิดที่เกี่ยวเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยตกเป็นฐานปฏิบัติการของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ
สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองยืนยันว่า การยกระดับมาตรการตรวจสอบผู้เยาว์และการปราบปรามการทุจริตทางทะเบียน มีเป้าหมายสำคัญเพื่อคุ้มครองเด็กและเยาวชน รักษาความถูกต้องของระบบทะเบียนราษฎร และป้องกันการนำสัญชาติไทยไปใช้โดยมิชอบ ขณะเดียวกันจะเดินหน้าพัฒนาระบบบริการตรวจคนเข้าเมืองให้มีความทันสมัย รวดเร็ว และสะดวกสบายยิ่งขึ้น พร้อมขอความร่วมมือผู้ปกครองที่นำเด็กสัญชาติไทยอายุต่ำกว่า 18 ปีเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เตรียมเอกสารให้ถูกต้องครบถ้วนตามแนวทางที่กำหนด เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างรวดเร็ว ลดปัญหาการล่าช้าและการพลาดเที่ยวบิน “ความปลอดภัยของเด็ก คือภารกิจสำคัญ ความสะดวกของผู้เดินทาง คือมาตรฐานการบริการ” สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองมุ่งมั่นรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคงของประเทศกับการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศไทยเป็นทั้งบ้านที่ปลอดภัยของคนไทย และจุดหมายปลายทางที่อบอุ่นใจของผู้เดินทางจากทั่วโลก


***********************
ศราวุธ คงสินธ์ / ธนวัต นาคขำ จ.สมุทรปราการ