ข่าวทั่วไปพาดหัวข่าว

“ลูกกำนันยอง” ขนญาติกว่า 40 คน ร้อง ผบช.ภ.9 ให้แย้งอัยการ หลังสั่งไม่ฟ้อง “นายก วิทย์-น้องชาย” คนรับงานสั่งการฆ่าพ่อ ผวาออกมายุ่งเหยิงพยาน

“ลูกกำนันยอง” ขนญาติกว่า 40 คน ร้อง ผบช.ภ.9 ให้แย้งอัยการ หลังสั่งไม่ฟ้อง “นายก วิทย์-น้องชาย” คนรับงานสั่งการฆ่าพ่อ ผวาออกมายุ่งเหยิงพยาน

ที่ตำรวจภูธรภาค 9 ต.ฉลุง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา นาย ปัญญา สังข์ทอง ลูกชาย นายพยอม สังข์ทอง หรือ กำนันยอง อายุ 64 ปี อดีตกำนันตำบลท่าชะมวง อ.รัตภูมิ จ.สงขลา ที่ถูกคนร้ายประกบยิงเสียชีวิตช่วงกลางดึก วันที่ 19 ธ.ค.2568 ในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าชะมวง พร้อมญาติกว่า 40 คน เข้ายื่นหนังสือขอความเป็นธรรม ต่อผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 โดยมี พลตำรวจโท นรินทร์ บูสะมัญ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ พ.ต.อ.ทรงวุฒิ ขุนจันทร์ รอง ผบก.(สอบสวน) บก.กค.ภ.9 รับหนังสือ

โดยนายปัญญา และครอบครัว แสดงความกังวล หลังตำรวจชุดสืบสวน ตำรวจภูธรภาค 9 จับกุมผู้ต้องหาที่ร่วมกันก่อเหตุยิงนายพยอม ได้ 4 คน โดยมีผู้ต้องหาคนสำคัญคือ ร.ต.ท.โกวิทย์ รัชนียะ หรือ “นายกวิทย์” อดีต นายก อบต.เกาะยอ อ.เมืองสงขลา และ นายศักดิ์ชัย รัชนียะ น้องชายนายกวิทย์ ซึ่งเป็นคนรับงานยิงนายพยอม แต่เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 ปรากฎ ว่า พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง​ ยื่นฟ้อง นายธันพิสิษฐ์ ปัญจสุวรรณ์ มือปืน และนายวิทวัฒน์ บุญสนอง คนขับรถ ผู้ต้องหาเพียง 2 คน ในฐานความผิด ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไต่ตรองไว้ก่อน, ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, ร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว โดยไม่มีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ และโดยไม่มีเหตุสมควร

โดยไม่ยื่นฟ้องนายศักดิ์ชัย รัชนียะ และนายโกวิทย์ รัชนียะ ซึ่งครอบครัวนายพยอม ถือว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมเกี่ยวกับคดีนี้ เนื่องจากการไม่ส่งฟ้องนายศักดิ์ชัย รัชนิยะ และ ร.ต.ท.โกวิทย์ รัชนิยะ ในฐานความผิด ร่วมกันฆ่าผู้อื่น​โดยไต่ตรองไว้ก่อน, ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, ร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว โดยไม่มีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ และโดยไม่มีเหตุสมควร ทั้งที่ ร.ต.ท.โกวิทย์ และมีนายศักดิ์ชัย เป็นผู้ร่วมกระทำความผิด ร่วมกันวางแผน แบ่งหน้าที่ นัดแนะล่วงหน้า และช่วยเหลือภายหลังการก่อเหตุ เป็นการกระทำความผิดร่วมกันโดยไต่ตรองไว้ก่อน และ กังวลว่า ร.ต.ท.โกวิทย์ และนายศักดิ์ชัย อาจไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน เพราะเป็นผู้ก่อเหตุโดยวางแผนเป็นขบวนการ อีกทั้ง ผู้ร่วมกระทำความผิดเป็นกลุ่มผู้มีอิทธิพล ผู้ต้องหารับราชการทหาร นักการเมือง และมีประวัติอาชญากรรม ครบอครัวนายพยอม เกรงว่าจะเกิดความไม่ปลอดภัยกับผู้เสียหายและบุคคลในครอบครัว จึงขอให้ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ให้ความเป็นธรรม และมีคำสั่งแย้งคำสั่งของพนักงานอัยการให้ส่งสำนวนพร้อมกับความเห็นที่แย้งไปยังอัยการสูงสุดเพื่อชี้ขาด


ด้าน พลตำรวจโท นรินทร์ บูสะมัญ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชี้แจงว่า คดีนี้ ​พนักงานสอบสวน มีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 4 คน ซึ่งเชื่อว่าต้องมีพยานหลักฐานแน่นหนา ส่วนกรณีที่พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา 2 คนนั้น ก็ต้องให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ชี้ขาด โดยอัยการสูงสุดจะพิจารณาว่าสำนวนมีข้อบกพร่องตรงไหน ก็จะพิจารณาและสั่งสอบสวนเพิ่มเติมได้ ซึ่งพนักงานอัยการ มีหนังสือสั่งไม่ฟ้องมายังตำรวจภูธรภาค 9 เมื่อวันที่ 24 เมษายน ก็ต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ พิจารณาทำความเห็นส่งไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จากนั้นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ก็จะพิจารณาทำความเห็นแย้งพนักงานอัยการ ส่งไปยังอัยการสูงสุด และหากอัยการสูงสุด มีความเห็นเป็นอย่างไร หากญาติและครอบครัวนายพยอม ยังมีความสงสัยก็สามารถมาสอบถามได้

ด้าน นาย ปัญญา สังข์ทอง ลูกชายนายพยอม ก็เปิดเผยว่า ขณะนี้ครอบครัวมีความกังวลมาก เพราะพนักงานอัยการ กลับไม่สั่งฟ้องผู้ต้องหาคนสำคัญในการก่อเหตุยิงพ่อ ซึ่งทั้ง 2 คน อาจจะออกมายุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน และส่งผลต่อรูปคดีก็ได้ เพราะเป็นผู้มีอิทธิพล เป็นผู้มีชื่อเสียงในเมืองสงขลา ที่สำคัญครอบครัว อยากให้ตำรวจสืบสวนและจับกุมผู้บงการหรือผู้จ้างวาน โดยครอบครัวและญาติๆ รู้แล้วว่าเป็นใคร แต่ไม่สามารถบอกได้ เพราะจะเป็นการปรักปรำเขา ทั้งนี้หลังการยื่นหนังสือและพูดคุยแล้วก็พอใจระดับหนึ่ง แต่ก็อยากฝากถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ทำงานโปร่งใสครับ นำคนผิดมาลงโทษ เพราะเป็นความหวังของประชาชน

พี่เสือนักข่าวสงขลา