ข่าวทั่วไปพาดหัวข่าว

จ.จันทบุรี คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฏร ลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และความคืบหน้าการก่อสร้างรั้วชายแดนตามโครงการกองทุนหทัยทิพย์

จ.จันทบุรี คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฏร ลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และความคืบหน้าการก่อสร้างรั้วชายแดนตามโครงการกองทุนหทัยทิพย์
วันนี้ (26 มิ.ย. 69) นายมณเฑียร สงฆ์ประชา ประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร พร้อมคณะ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ชายแดนในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและตราด โดยมีนายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ให้การต้อนรับ พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ชายแดน ร่วมนำเสนอข้อมูลสถานการณ์ชายแดน รวมถึงความคืบหน้าการก่อสร้างรั้วชายแดน ตามโครงการกองทุนหทัยทิพย์ ภายใต้มูลนิธิจุฬาภรณ์ ตามพระดำริของสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี โดยมีกองบัญชาการกองทัพไทย เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนโครงการ โดยกำหนดให้อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี เป็นพื้นที่เริ่มต้นดำเนินการแห่งแรก สำหรับพื้นที่ชายแดนของจังหวัดจันทบุรี ในอำเภอโป่งน้ำร้อนและอำเภอสอยดาว มีแนวชายแดนติดกับประเทศกัมพูชารวมระยะทางประมาณ 96 กิโลเมตร มีชาวบ้าน ในพื้นที่เสี่ยงการปะทะประมาณ 1,300 ครัวเรือน หรือประมาณ 5 ตำบล 35 หมู่บ้าน
ประเด็นสำคัญในการลงพื้นที่ คือการติดตามความคืบหน้า โครงการก่อสร้างรั้วชายแดน (กองทุนหทัยทิพย์)

โดย นาวาเอก ปรัชญา โพธิ์ย้อย ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด รายงานว่า ขณะนี้การก่อสร้างบริเวณหลักเขตแดนที่ 52 คืบหน้าไปแล้วร้อยละ 45 ทำควบคู่ไปกับการสร้างถนนสายความมั่นคง ส่วนกรณีที่มีภาพช่องว่างของแนวรั้วปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์จนเกิดข้อสงสัย กองทัพเรือชี้แจงว่า เป็นเพียงขั้นตอนการก่อสร้างตามหลักวิศวกรรมที่ยังไม่แล้วเสร็จ และแนวเขตแดนนี้ได้รับการยอมรับร่วมกันจากทั้งสองประเทศแล้ว พร้อมยืนยันอย่างหนักแน่นว่า “ไม่มีการเปิดด่านชายแดน” ตามที่มีกระแสข่าวลือในโลกออนไลน์อย่างแน่นอน การดูแลความมั่นคงและการส่งกลับแรงงานข้ามชาติยังคงเป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด การลงพื้นที่ครั้งนี้ ถือเป็นภารกิจต่างจังหวัดครั้งแรกของ กมธ. ชุดนี้ โดยได้นำ สส. จากพื้นที่ชายแดนอีสาน (ศรีสะเกษ-สุรินทร์) ที่เคยเผชิญเหตุปะทะเมื่อปลายปี 2568 มาร่วมถอดบทเรียนด้วย ซึ่ง กมธ. ได้กล่าวชื่นชมการบูรณาการของ จ.จันทบุรี ที่มีความเข้มแข็งและสามารถรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี นอกจากมิติด้านความมั่นคงแล้ว ตัวแทนท้องถิ่นยังได้สะท้อนปัญหาภัยแล้ง โดยเสนอให้ผลักดัน “โครงการอ่างเก็บน้ำค่ายเทวาพิทักษ์” ความจุ 4.3 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งยังติดเงื่อนไขข้อกฎหมายเนื่องจากต้องใช้พื้นที่ป่าไม้กว่า 337 ไร่ เรื่องนี้ ทางคณะกรรมาธิการฯ รับปากจะเร่งนำเสนอต่อกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อหาทางออกในการบริหารจัดการน้ำและช้างป่าอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

จรัล บรรยงคเสนา ผู้สื่อข่าว จ.จันทบุรี
พสิษฐ์ เขม้นเขตวิทย์ รายงาน ศูนย์รวมข่าวภาคตะวันออก