รวบกลางทาง จับเจ้าอาวาสวัดดัง-เณรรุ่นพี่ หนีหมายจับคดีขืนใจเณรลูกวัด
รวบกลางทาง จับเจ้าอาวาสวัดดัง-เณรรุ่นพี่ หนีหมายจับคดีขืนใจเณรลูกวัด
วันที่ 28 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่สถานีตำรจภูธรทุ่งลุง ตำบลบ้านพรุ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามความคืบหน้าของเจ้าอาวาสที่ก่อเหตุกระทำชำเราสามเณร ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างติดตามจับกุมตัวเจ้าอาวาส โดยก่อนหน้านี้ทางเจ้าหน้าที่ได้มีการประสานไปทางญาติเพื่อเจรจาไกล่เกลี่ยตัวเจ้าอาวาสให้เดินทางเข้ามอบตัวแต่ไม่ได้รับความร่วมมือจากญาติพี่น้องของทางเจ้าอาวาส จากนั้น ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่วัดนกยูงแต่ปรากฏว่าพบมีการนำโปรลิสไลน์มาปิดทางเข้าขึ้นวัดนกยูง ซึ่งขณะที่ผู้สื่อข่าวกำลังบันทึกภาพก็ได้มีรถยนต์กระบะสี่ประตูขับลงมาจากเข้าขับออกมาจากวัดซึ่งทราบว่าเป็นญาติของเจ้าอาวาส โดยไม่ให้สัมภาษณ์สื่อและให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเจ้าอาวาส
จากนั้นผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่ตำบลปาดังเบซาร์ อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ซึ่งได้รับการประสานจากนางสาวนิตยา มากหนู อายุ 27 ปี (พี่สาวคนที่ 1 เสื้อดำ) และ นางสาวฮาลิมาตูล บูตรี อายุ 24 ปี (พี่สาวคนที่ 2 เสื้อขาว) ทั้งคู่เป็นพี่สาวของสามเณรฮาซัน อายุ 14 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เสียหายได้มาบวชเรียนเมื่อปี 2567 ที่โดนเจ้าอาวาสทำร้ายร่างกายและถูกกระทำชำเราเช่นกัน พร้อมกับมอบหลักฐานภาพหมู่กลุ่มสามเณรที่บวชเรียนเมื่อปลายปี 2567 และต้นปี 2568 และภาพแม่และญาติๆทำพิธีปลงผมตัวสามเณรฮาซันที่วัดนกยูงเพื่อทำการบวชเรียน โดยมีเจ้าอาวาสวัดนกยูงยืนเป็นประธานทำพิธีปลงผม

โดยทาง นางสาวนิตยา มากหนู อายุ 27 ปี (พี่สาวคนที่ 1 เสื้อดำ) ได้เล่าว่า ตอนที่น้องเข้าไปบทเรียนตอนแรกที่ไปโบสถ์ก็ไม่มีปัญหาอะไรต้นเป็นคนที่ได้คุยกับน้องบ่อยเป็นประจำก็จะทักถามบ่อยว่าเป็นยังไงบ้างมีอะไรไหม เค้าบอกว่าว่าเหนื่อย อยากกลับบ้าน จากที่เค้าเป็นคน อยากเรียนมาก ซึ่งตั้งใจที่จะไปบทเรียนก็เลยถามว่าน้องเหนื่อยไหมถ้าน้องเหนื่อย น้องจะสึกออกมาจะทำอะไร ด้วยความที่ตนเป็นห่วงน้องเค้าจะออกไปจะมีอาชีพไหมเพราะเค้ายังเด็กตนก็กลัว ซึ่งนิสัยของน้องชาย เป็นผู้ชาย จะเป็น คนไม่ค่อยพูด หลังจากมีข่าวจนได้ถามว่ามีเหตุการณ์เกิดขึ้นบ้างไหมตอนที่น้องชายอยู่วัดเดิม น้องชายก็บอกว่าใช่ครับผมก็โดนผมไม่อยากจะพูด ตอนนี้ผมได้พูดออกมาแล้วจะถามอะไรก็ผมไม่กล้าพี่อย่าบอกได้ไหมเดี๋ยวผมจะโดนซ้อม ซึ่งตอนนั้นเค้ากลัวต้นก็เลยถามว่าถ้าน้องเหนื่อยน้องสึกไหม น้องชาก็ตอบกลับมาว่าผมก็ยังอดทนได้อยู่ ตนก็พึ่งมาถามน้องชายซึ่งมันเกิดขึ้นบ่อยมาก
พอตนทราบเรื่องตนรู้สึกโกรธมาก ตนไม่นึกเลยว่าแกจะทำแบบนี้ ซึ่งน้องชายบอกว่าเขาจะถูกซ้อมทำร้ายร่างกาย โดนตี อะไรทำผิดนิดๆหน่อยๆก็ไม่ได้ โกรธก็ไม่ได้ ก็จะโดนซ้อม น้องก็พูดแต่คำนี้ ต่อมาน้องก็เจอปัญหาเรื่องเงิน ซึ่งน้องชายบอกว่าได้เก็บเงินสะสมไว้ได้ 1000 กว่าบาท ก่อนที่น้องจะสึก จากนั้นพระอาจารย์สั่งให้เปิดกระเป๋าดู ค้นตัวก่อนที่จะออกจากวัด ตอนนั้นน้องพกเงิน 1,000 กว่าบาท ซึ่งทางพระอาจารย์ได้กล่าวหาว่าน้องชายได้ขโมยเงิน แต่น้องบอกว่าไม่ได้ขโมยและได้เก็บสะสมไว้ เพื่อที่จะซื้อของใช้ส่วนตัวและเก็บไว้เป็นค่าเดินทางไปหาแม่ ส่วนเณรองค์อื่นๆจากการที่ถามน้องว่าโดนไปกี่คนซึ่งน้องก็ตอบว่าโดนหลายคนในกลุ่มของเค้าเลยที่สุดออกมา ซึ่งหลังจากที่ตนมาทราบข่าวว่าเป็นพระอาจารย์ที่ได้ก่อเหตุ ตนรู้สึกตกใจและอึ้งไปเลย ส่วนกรณีที่พระอาจารย์จะให้เงินสำหรับชาวบ้านที่หาเด็กมาบวชเรียนได้ซึ่งจะให้เงินจำนวน 2500 บาทต่อหัว
นอกจากนี้ผู้สื่อข่าวได้รับการติดต่อจากสามเณรฮาซัน เพื่อแฉพฤติกรรมตัวเจ้าอาวาสวัดนกยูง และ เล่าช่วงนาทีที่ตัวเอง ถูกเจ้าอาวาสกระทำจำลองอะไรบ้างในช่วงเวลาที่บวชเรียนอยู่ที่วัดนกยูง โดยการให้สัมภาษณ์สื่อผ่านแอพพลิเคชั่น LINE ส่วนตัว
ต่อมาผู้สื่อข่าวได้รับการติดต่อจาก นางเยาวเรศ สาสุนีย์ อายุ 37 ปี ซึ่งเป็นแม่ของสามเณรเฟรม อายุ 16 ปี หนึ่งในผู้เสียหายที่ถูกเจ้าอาวาสวัดนกยูง ทำร้ายร่างกายและกระทำชำเรา ก่อนที่สามเณรเฟรมอดทนกับพฤติกรรมของเจ้าอาวาสไม่ไหว จึงได้หนีกลับมาบ้านเมื่อช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา
โดยทาง นางเยาวเรศ สาสุนีย์ อายุ 37 ปี เปิดเผยว่า น้องเณรบวชได้ประมาณ 5 ปีแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาน้องเจอปัญหาไม่เคยเล่าให้แม่ฟังแต่ที่การไปเยี่ยมที่วัดก็คือสีหน้าสดใสและอาการเหมือนจะร้องซึ่งน้องนิสัยเปลี่ยนไปดูซึมๆ ตนก็ได้ถามว่าน้องเป็นอะไร น้องหนิงก็ได้ตอบว่าไม่ ไม่ได้เป็นอะไร ง่ายๆคือน้องไม่เหมือนเดิม วันนี้ ตนมาทราบเรื่องหลังจากน้องเปิดใจ เพราะว่าน้องได้ไปร้านค้าซึ่งแม่ค้าได้พูดถึงข่าวนี้ ซึ่งแม่ค้าได้ถามน้องว่าก่อนจะสึกน้องได้ไปบวชเรียนไหม น้องก็ตอบว่าใช่ แล้วโดนด้วยไหม ตนก็เลยหันไปถามลูก ว่าโดนด้วยไหม น้องก็ตอบว่าก็มีบ้างหลังจากที่ตนทราบเรื่องต้นรู้สึกไม่โอเควันนี้กะว่าจะไม่มาทำงานด้วยซ้ำ
ซึ่งเมื่อสามเดือนที่แล้วน้องก็ได้เดินกลับมาที่บ้านตอนนั้นต้นก็ได้มาทำงานแล้ว จากนั้นพอต้นเลิกงานจึงได้ถามน้องทำไมถึงกลับบ้าน แต่น้องก็ยังปฏิเสธว่าไม่คิดถึงบ้าน คิดถึงแม่เฉยเฉย ซึ่งตนก็ได้เอะใจ และตอนนั้นก็มีปัญหาเรื่องเงินกับอาจารย์ มาแล้วครั้งหนึ่งตนได้ไปถามว่าได้มีการเอาเงินของน้องสามเณรไปไหม ต้นก็ไล่ถามต่ออีกว่าไม่คิดจะคืนเงินรึไงถ้าพระอาจารย์ก็ได้ตอบกลับมาว่าไม่ให้เพราะนี่เป็นคนให้เองพูดง่ายง่ายว่ามีเณร 10 คนก็เอาเงินทั้ง 10 คน หรือคนละ 2 หมื่น เพื่อนำเงินทั้งหมดไปซื้อรถบัส ซึ่งปัจจุบันน่าจะขายทิ้งไปแล้ว แล้วก็วันนั้นก็มีการตบหน้าน้องด้วยซึ่งวันนั้นตนได้เดินทางไปเคลียร์เรื่องเงิน ซึ่งมีการตบหน้าน้องต่อหน้าตน โดยพระอาจารย์ได้ยินเรียกชื่อลูกของตนแล้วให้ยืนอยู่เฉยเๆก่อนที่พระอาจารย์จะตบหน้าน้องต่อหน้าตน ต้นก็เกิดอาจารย์ตกใจและก็คิดว่าต้นเอาต้นมาให้ลูกคนอื่นตบเหรอ และตนเชื่อว่า ยังมีเน็ตอีกจำนวนหลายรูปที่ถูกกระทำเช่นเดียวกับลูกชายตน ส่วนเรื่องแจ้งความนั้นตอนนี้ยังไม่ได้แจ้งและพรุ่งนี้ก็จะไปแจ้งความ ตน อยากฝากถึงพระครูว่า ‘ ให้รีบไปตายตายซะไปเลย ไม่รู้จะอยู่ทำไมและแปลกตรงที่ว่าสามารถปกปิดมาได้ถึง และอยากฝากถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจให้รีบติดตามจับกุมตัว จับตัวจริงๆ ผิดก็คือผิด
ล่าสุด เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 2569 เวลา 21.30 น. พระครูบวรสรนาท (อธิชาติ อดิษสร) เจ้าอาวาสวัดภูผาญาติการาม พร้อมด้วยสามเณรชนกันต์ ปิ่นคำ (สามเณรรุ่นพี่) ถูกกล่าวหาว่าร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราสามเณรลูกวัด ตำรวจตามรวบตัวได้แล้วขณะพยายามหลบหนี
ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.ชาญศราวุธ แสงอรุณ ผกก.สภ.ทุ่งลุง และ พ.ต.ท.อนุวัฒน์ ฤทธิชัย รอง ผกก.สส.สภ.ทุ่งลุง ได้นำกำลังชุดสืบสวนเข้าทำการจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสงขลา จำนวน 2 ราย ประกอบด้วย:
1. พระครูบวรสรนาท (อธิชาติ อดิษสร) เจ้าอาวาสวัดภูผาญาติการาม
2. สามเณรชนกันต์ (สามเณรรุ่นพี่)
โดยเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมสามารถสกัดและควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองรายได้ที่หน่วยบริการประชาชนตำรวจทางหลวงชะอวด ต.เกาะขันธ์ อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช ขณะกำลังเดินทางหลบหนีออกนอกพื้นที่
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองกลับมายัง สภ.ทุ่งลุง เพื่อดำเนินการสอบสวนขยายผล และส่งตัวให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป

พี่เสือ นักข่าว จ.สงขลา

