ข่าวทั่วไปพาดหัวข่าว

สะเทือนใจ!! “วัดร่มโพธิธรรม” ย้ายกลุ่มผู้ปฏิบัติธรรมออกจากพื้นที่พิพาท “วิบากกรรม” หรือ บททดสอบแห่งวิถีปฏิบัติ

สะเทือนใจ!! “วัดร่มโพธิธรรม” ย้ายกลุ่มผู้ปฏิบัติธรรมออกจากพื้นที่พิพาท “วิบากกรรม” หรือ บททดสอบแห่งวิถีปฏิบัติ

ภาพความเคลื่อนไหวภายใน “วัดร่มโพธิธรรม” กำลังกลายเป็นภาพที่สร้างความสะเทือนใจและสะท้อนใจแก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง เมื่อเหล่านักบวชและผู้ปฏิบัติธรรม ทั้งพระภิกษุสงฆ์ สามเณร แม่ชี อุบาสก อุบาสิกา ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมถึงกลุ่มนักบวชชาวเวียดนาม ต่างร่วมแรงร่วมใจกันทยอยขนย้ายอัฐบริขารและสัมภาระออกจากพื้นที่พิพาทอย่างสงบ ภายหลังเจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้เข้าปิดประกาศคำสั่งตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา

ท่ามกลางกรอบเวลาที่กระชั้นชิดและสั้นมาก ทุกคนในวัดต่างต้องเร่งรีบทำงานแข่งกับเวลาเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ภาพที่สร้างความโศกสลดและเวทนาแก่ผู้พบเห็นมากที่สุด คือภาพของพระภิกษุสงฆ์ที่กำลังอาพาธ และแม่ชีชราภาพที่สังขารร่วงโรยไปตามกาลเวลา ต่างต้องค่อยๆ พยุงกายและเคลื่อนย้ายออกจากกุฏิที่เคยใช้เป็นสถานวิเวกในการบำเพ็ญเพียร อย่างไรก็ดี ทางวัดยังคงจัดพื้นที่ปลอดภัยนอกเขตพิพาท เพื่อใช้เป็นสถานที่พักฟื้นและตั้งทีมดูแลผู้ป่วยรวมถึงผู้ชราภาพเหล่านี้อย่างใกล้ชิด ด้วยจิตที่เปี่ยมด้วยความเมตตาและเอื้ออาทร

ในแง่ของกฎหมายโลก วัดร่มโพธิธรรมหาได้แสดงท่าทีขัดขืน ดื้อแพ่ง หรืออารยะขัดขืนใดๆ วัดยังคงแสดงออกถึงความเคารพและปฏิบัติตามกระบวนการทางกฎหมาย รวมถึงนอบน้อมต่อผลการตัดสินของศาลฎีกาอย่างเคร่งครัด ทว่าในมิติแห่งความจริงและความยุติธรรม ทางวัดยังคงมีความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมในความถูกต้องของสิทธิ์การจัดตั้งวัด

โดยเฉพาะจุดพิกัด “สระน้ำทั้ง 2 สระ” ซึ่งปรากฏรายละเอียดชัดเจนในเอกสารขออนุญาตจัดตั้งวัดมาตั้งแต่ต้น และมั่นใจว่าพื้นที่ดังกล่าวมีเอกสารสิทธิ์ นส. 3 ที่ออกโดยชอบตามกฎหมาย ซึ่งทางวัดยืนยันพร้อมที่จะยืนหยัดต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมต่อไปจนถึงที่สุด

เพื่อปกป้องผืนดินอันเป็นธรณีสงฆ์ ความเด็ดเดี่ยวนี้ มิใช่การยึดมั่นถือมั่นด้วยกิเลสหรืออัตตา หากแต่เป็นการทำหน้าที่ปกป้องพระศาสนาและสิทธิ์อันชอบธรรม ในยามที่วิบากกรรมและโลกธรรมฝ่ายลบมาเยือน ผู้ปฏิบัติธรรมที่นี่กลับแสดงให้เห็นถึง “แก่นแท้” ของคำสอนด้วยการไม่เรียกร้อง ไม่ตีโพยตีพาย และไม่ร้องขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานภายนอก เพราะพวกเขายึดมั่นในวิถีการ “พึ่งพาตนเอง” มาโดยตลอดตั้งแต่ต้น และตระหนักดีว่าในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่มีหน่วยงานใดจะเข้ามาจัดการช่วยเหลือได้ดีเท่าตนเอง

ปัจจุบัน พื้นที่รอบนอกเขตพิพาทถูกแปรสภาพเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” 3 โซน เพื่อรองรับผู้ปฏิบัติธรรมนับร้อยชีวิต พระภิกษุสงฆ์และสามเณร ยังคงออกโปรดสัตว์บิณฑบาตที่บริเวณหน้าวัดตามกิจวัตรอันสงบงาม แม่ชี อุบาสก อุบาสิกา ตลอดจนนักบวชชาวเวียดนาม ต่างพากันกางเต็นท์พักแรมอาศัยนอนตามศาลาและพื้นที่หน้าวัดอย่างสมถะ

โรงครัวชั่วคราว ถูกจัดตั้งขึ้นทั้ง 3 โซน เพื่อให้ทุกคนได้ร่วมแรงร่วมใจกันปรุงอาหารขึ้นเองตามมีตามเกิด พึ่งพาแรงกายแรงใจของกันและกัน ความเมตตาที่ไร้พรมแดน แม้แต่กรงสุนัขและแมวที่ชาวบ้านนำมาปล่อยทิ้งไว้ที่วัด ซึ่งบัดนี้อยู่ในเขตที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้ปิดประกาศห้ามเข้า ทางวัดก็ยังคงต้มข้าวและส่งน้ำดูแลพวกมันตามปกติ มิได้ทอดทิ้งสัตว์น้อยใหญ่เหล่านี้ให้ต้องเผชิญวิบากกรรมตามยถากรรม

นี่คือภาพสะท้อนอันงดงามของจิตใจที่ได้รับการฝึกฝนมาดีแล้ว เป็นการยอมรับ สละ ลด ละ เลิก และปล่อยวาง ตามคำสอนของครูบาอาจารย์อย่างแท้จริง พวกเขาเลือกที่จะไม่ขัดขวาง ไม่ต่อต้าน แต่โอนอ่อนผ่อนตามโลกธรรม ทว่าเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวอยู่ในธรรมวินัย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ วัดร่มโพธิธรรม ในครั้งนี้ มิใช่เพียงแค่ข้อพิพาททางที่ดินหรือการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง หากแต่มันคือ “บทเรียนธรรมภาคสนาม” ขนาดใหญ่ที่ถูกกางออกให้ทั้งผู้ปฏิบัติธรรมและสังคมโลกได้เพ่งพิศและเรียนรู้สัจธรรมร่วมกัน ในมุมมองทางโลก นี่อาจเป็นภาพที่น่าเวทนา เป็นความสูญเสีย และเป็นความยากลำบากของเหล่านักบวชผู้ไร้ทางเลือก แต่ในมุมมองทางธรรม นี่คือสัจธรรมอันแท้จริงของ “โลกธรรม 8” (มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ มีสรรเสริญ มีนินทา มีสุข มีทุกข์) ที่หมุนเวียนมาทักทายทุกสรรพชีวิตอย่างเท่าเทียม ไม่มีใครหลีกพ้น แม้กระทั่งผู้ทรงศีล กุฏิวิเวกที่เคยร่มเย็น

บัดนี้ถูกปิดป้ายห้ามเข้า มันกำลังแสดงธรรมเรื่อง “อนิจจัง” (ความไม่เที่ยงแท้) ให้เราเห็นอย่างเป็นรูปธรรม สิ่งปลูกสร้างที่มนุษย์สร้างขึ้น วันหนึ่งย่อมต้องเสื่อมสลายหรือแปรเปลี่ยนไป แต่สิ่งที่จะยังคงอยู่และไม่มีกฎหมายใดในโลกมนุษย์สามารถรื้อถอนไปได้ คือ “อริยทรัพย์” หรือธรรมะที่หยั่งรากลึกอยู่ในจิตใจของผู้ปฏิบัติธรรมทุกคน

การที่พระภิกษุชราและผู้ปฏิบัติธรรมสามารถกางเต็นท์นอนดิน กินอาหารจากโรงครัวชั่วคราว และยิ้มรับวิบากกรรมด้วยจิตใจที่สงบ ไม่โกรธแค้น ไม่ตอบโต้ด้วยความรุนแรง คือบทพิสูจน์แล้วว่า “วัดที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่คอนกรีต หลังคาโบสถ์ หรือกุฏิหรูหรา แต่อยู่ที่จิตใจอันฝึกฝนมาดีแล้ว” วิบากกรรมครั้งนี้จึงไม่ใช่ “จุดจบ” แต่เป็น “บททดสอบอันยิ่งใหญ่” เพื่อเคี่ยวกรำให้เหล่านักรบทางธรรมได้เข้าถึงรสพระธรรมที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ธรรมะที่ไม่ได้เรียนรู้จากตำรา แต่เรียนรู้จากการสูญเสีย การยอมรับ และการปล่อยวางอย่างแท้จริง

“การวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ เกี่ยวกับวัดโดยปราศจากข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะวิจารณ์ในแง่ดีหรือแง่ลบ ย่อมถือเป็นโมฆะและไม่มีผลในทางคดีความใดๆ ทว่ามันจะ “ไม่เป็นโมฆะ” ในทางกฎแห่งกรรมอย่างแน่นอน และหากมีการดำเนินการใดที่เป็นการละเมิดหรือสร้างความเสียหายต่อที่ตั้งวัด ที่ดินของวัด และที่ธรณีสงฆ์” ทางวัดจำเป็นต้องใช้สิทธิ์ดำเนินคดีตามกฎหมายโดยไม่มีข้อยกเว้น


#วัดร่มโพธิธรรม
#ทีมข่าวภาคสนาม/รายงาน