เจาะลึกปมพิพาท! แฉกลโกง สลับเอกสารสิทธิ์ ปลอมลายเซ็นกำนัน หวังยึดที่ดินนอกเขตป่า
เจาะลึกปมพิพาท! แฉกลโกง สลับเอกสารสิทธิ์ ปลอมลายเซ็นกำนัน หวังยึดที่ดินนอกเขตป่า
กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีข้อพิพาททางกฎหมายระหว่าง “วัดร่มโพธิธรรม” (สำนักสงฆ์ร่มโพธิ์ธรรมสถาน) อำเภอหนองหิน จังหวัดเลย กับ “กรมป่าไม้” ล่าสุดทางวัดเปิดเผยหลักฐานสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติในการดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งอาจเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ การบิดเบือนข้อเท็จจริงต่อศาล และการปลอมแปลงเอกสารราชการเพื่อทวงคืนพื้นที่ป่าอย่างมีเงื่อนงำ
“วัดร่มโพธิธรรม” กล่าวถึงประเด็นที่สร้างความเคลือบแคลงสงสัยมากที่สุดในคดีนี้ คือการที่ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 6 (อุดรธานี) ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกรมป่าไม้ ถูกกล่าวหาว่ากระทำการ “สลับเปลี่ยนเอกสารสิทธิ์ น.ส.3” ที่ใช้เป็นพยานหลักฐานในการยื่นฟ้องต่อศาล จากการตรวจสอบพบว่า เจ้าหน้าที่ได้นำเอกสาร น.ส.3 เลขที่ 171 ซึ่งเป็นที่ดินว่างเปล่า ไม่มีสิ่งปลูกสร้าง กุฏิ ศาลา หรือศาสนสถานใดๆ เข้าไปสวมสิทธิ์แทนที่ น.ส.3 เลขที่ 172 ซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดร่มโพธิธรรมจริง และเป็นพื้นที่ที่ได้รับการรับรองการสร้างวัดอย่างถูกต้องตามกฎหมายจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเรียบร้อยแล้ว การกระทำดังกล่าว ถูกมองว่าเป็นความพยายามจงใจชี้ช่องให้ศาลเข้าใจผิดว่าไม่มีวัดตั้งอยู่ในพื้นที่พิพาท เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ฝ่ายโจทก์ในทางคดี

เดิมทีที่ดินแปลงนี้เคยอยู่ในเขตป่าภูค้อ-ป่าภูกระแต (ป่าหมายเลข 23 แปลงที่ 16) ทว่าในเวลาต่อมาได้มีการจำแนกออกจากเขตป่าไม้ถาวรอย่างเป็นทางการ ตามมติคณะกรรมการพัฒนาที่ดินและมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยได้มอบสิทธิ์ให้คณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ นำไปส่งต่อให้สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ดำเนินการจัดสรรเป็นที่ดินทำกินให้แก่ราษฎรตามกฎหมาย ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2537 กรมป่าไม้ได้ดำเนินการสำรวจวัดที่ตั้งอยู่ในเขตป่าไม้ทั่วประเทศ ตามมติคณะกรรมการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมี นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ ในขณะนั้นเป็นประธาน เพื่อแก้ปัญหาพระสงฆ์บุกรุกป่า ซึ่งผลการสำรวจในลำดับที่ 118 จากทั้งหมด 323 แห่ง ยืนยันชัดเจนว่า “วัดร่มโพธิธรรม มิได้อยู่ในเขตป่าภูค้อ-ป่าภูกระแต”
ทางวัดฯยังกล่าวอีกว่า นอกจากประเด็นเอกสารสิทธิ์แล้ว ในขั้นตอนการยื่นฟ้องคดีของกรมป่าไม้ ยังพบความหละหลวมทางเทคนิคอย่างรุนแรง เนื่องจากฝ่ายโจทก์ ไม่มีการแสดงหลักหมุด แผนที่พิกัด UTM หรือเสาแนวเขตป่าไม้ที่เป็นมาตรฐานสากลของกรมป่าไม้ในพื้นที่จริง มีเพียงแผนที่ที่ถูกจัดทำขึ้นเป็นการเฉพาะกิจเพื่อใช้ในการยื่นฟ้องคดีต่อศาลเท่านั้น ซึ่งทำให้ขาดความน่าเชื่อถือในเชิงนิติวิทยาศาสตร์และการรังวัดแนวเขตที่ดิน ความผิดปกติขั้นร้ายแรงที่สุดในมหากาพย์คดีนี้ คือการที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้ถูกระบุว่า ได้กระทำการอันมิชอบด้วยกฎหมายด้วยการ “ปลอมแปลงลายมือชื่อเจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายปกครอง” ซึ่งเป็นกำนันในพื้นที่ตำบลหนองหิน และตำบลใกล้เคียง ลงในหนังสือผู้ปิดประกาศและส่วนท้ายของใบประกาศประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ตำบลปวนพุและตำบลหนองหิน เพื่อสร้างหลักฐานเท็จว่าภาคประชาชนได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร ก่อนจะส่งเรื่องรายงานไปยังกระทรวงต้นสังกัดและคณะรัฐมนตรี จนนำไปสู่การออกประกาศกำหนดเขตป่าภูค้อ-ป่าภูกระแตได้สำเร็จในอดีต
จากพฤติการณ์ดังกล่าว ทำให้นักกฎหมายชี้ว่า การประกาศเขตป่าไม้ในลักษณะนี้อาจตกเป็น “โมฆะ” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ที่บัญญัติไว้ว่า “การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายเป็นการพ้นวิสัย หรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ” เนื่องจากเป็นการกระทำของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่รัฐที่ดำเนินงานโดยไม่มีอำนาจ นอกเหนือขอบเขตอำนาจหน้าที่ ขัดต่อขั้นตอนอันเป็นสาระสำคัญ และกระทำโดยไม่สุจริต ซึ่งส่งผลกระทบและสร้างภาระให้แก่ประชาชนเกินสมควร อันเป็นความผิดตามมาตรา 9(1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง
จากพยานหลักฐานที่ปรากฏ ทั้งการสลับแปลงเอกสาร น.ส. 3, ข้อมูลการจำแนกที่ดินออกนอกเขตป่าถาวร และการปลอมแปลงลายมือชื่อเจ้าหน้าที่ปกครองเพื่อสวมรอยประกาศเขตป่า ล้วนเป็นหมัดเด็ดที่ฝ่ายวัดร่มโพธิธรรมใช้ต่อสู้ในชั้นศาล เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์และทวงคืนความยุติธรรม ซึ่งหลังจากนี้ สังคมคงต้องร่วมกันติดตามอย่างใกล้ชิดว่า หน่วยงานระดับสูงของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระบวนการยุติธรรม จะมีท่าทีและมาตรการตรวจสอบพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่กลุ่มนี้อย่างไรต่อไป? “วัดร่มโพธิธรรม”

#ทีมข่าวภาคสนาม #บทสัมภาษณ์วัดร่มโพธิธรรม #แถลงการณ์วัดร่มโพธิธรรม #ฟ้องศาลปกครอง #ทวงคืนความยุติธรรม

