“สรรเพชญ” ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าท่าเรือแหลมฉบัง กำชับทุกหน่วยงานบูรณาการแก้ปัญหาจราจรในพื้นที่ เร่งนำระบบ Truck Queue ทดลองใช้เดือนตุลาคมนี้
“สรรเพชญ” ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าท่าเรือแหลมฉบัง กำชับทุกหน่วยงานบูรณาการแก้ปัญหาจราจรในพื้นที่ เร่งนำระบบ Truck Queue ทดลองใช้เดือนตุลาคมนี้ พร้อมผลักดันการใช้พื้นที่ Buffer Zone รองรับรถบรรทุก ยืนยันเดินหน้าโครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 บนหลักความโปร่งใสและวิชาการ เพื่อยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค
เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานของท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี โดยมีนายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม นายเกียรติชัย ชัยเรืองยศ ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม นายอดิเรก อุ่นโอสถ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี นายอุดมศักดิ์ เจริญวุฒิ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี พ.ต.อ.ไตรเทพ แพทย์รัตน์ ผู้กำกับการ สภ.แหลมฉบัง นางสิริมา กีรตยาคม รองผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบัง พร้อมผู้บริหารการท่าเรือแห่งประเทศไทย ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ

นายสรรเพชญ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ของประเทศ โดยเฉพาะโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ซึ่งเป็นโครงการยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินงานทุกขั้นตอนบนพื้นฐานของหลักวิชาการ ความโปร่งใส ความเป็นธรรม และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ ควบคู่กับการยกระดับระบบบริหารจัดการท่าเรือสู่ Smart Port อย่างเป็นรูปธรรม
ในประเด็นข้อแตกต่างด้านข้อกำหนดทางวิศวกรรมเกี่ยวกับค่าความหนาแน่นสัมพัทธ์ (Relative Density) ของวัสดุถมใต้ระดับน้ำในโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ส่วนท่าเทียบเรือ F การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ได้เชิญวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) เข้ามาทำหน้าที่เป็นองค์กรกลางทางวิชาการ (Third-Party Expert) เพื่อพิจารณาตรวจสอบข้อกำหนดด้านวิศวกรรมและให้ความเห็นอย่างเป็นกลาง
การตรวจสอบจะครอบคลุมการสอบทานข้อมูลด้านวิศวกรรมปฐพี การตรวจสอบแบบจำลองทางคอมพิวเตอร์ การสำรวจสภาพดินเพิ่มเติม (Supplementary Soil Investigation) การเจาะสำรวจดิน (Soil Boring) และการทดสอบ Standard Penetration Test (SPT) เพื่อประเมินคุณภาพวัสดุถมและกำลังรับน้ำหนักของโครงสร้าง รองรับการติดตั้งระบบ Automation ของท่าเทียบเรือในอนาคต โดยจะมีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่าง กทท. และ วสท. รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และผู้แทนบริษัท GPC เข้าร่วมสังเกตการณ์ เพื่อสร้างความโปร่งใสในทุกขั้นตอน

สำหรับแนวทางการปรับปรุงคุณภาพดินที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ประกอบด้วย การตอกเสาเข็มเพื่อกระจายน้ำหนัก การบดอัดดินด้วยแรงสั่นสะเทือนลึก (Vibro Compaction) และการทำ Preloading ซึ่งจะพิจารณาเลือกแนวทางที่เหมาะสมจากผลการวิเคราะห์ของ วสท. ก่อนหารือร่วมกับบริษัท GPC เพื่อหาข้อยุติที่เป็นธรรมและไม่กระทบต่อเป้าหมายของโครงการ
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ในส่วนของสัญญาร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) หากเกิดความเห็นต่างด้านมาตรฐานทางเทคนิค การท่าเรือแห่งประเทศไทยจะดำเนินการตามขั้นตอนของสัญญา โดยใช้ผลการตรวจสอบและความเห็นทางวิชาการของ วสท. เป็นข้อมูลประกอบ ก่อนเสนอคณะกรรมการการท่าเรือแห่งประเทศไทยรับทราบ และเข้าสู่กระบวนการเจรจากับบริษัท GPC ตามกรอบกฎหมาย หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงคุณภาพดินเพิ่มเติมซึ่งเป็นความรับผิดชอบของภาครัฐ ก็จะดำเนินการโดยยึดประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ พร้อมพิจารณาข้อเรียกร้องต่าง ๆ ตามเงื่อนไขของสัญญาและหลักความเป็นธรรม
ด้านการแก้ไขปัญหาการจราจรภายในท่าเรือแหลมฉบัง กระทรวงคมนาคมได้กำหนดมาตรการทั้งระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว โดยจะนำระบบ Truck Queue มาใช้เต็มรูปแบบที่ท่าเทียบเรือ B5 และ C3 ภายในเดือนตุลาคม 2569 ควบคู่กับการบริหารจัดการพื้นที่ Buffer Zone ไร่ ซึ่งสามารถรองรับการจัดคิวรถบรรทุกและตู้สินค้าขาออกได้สูงสุด 19,410 ทีอียู พร้อมกำหนดอัตราการระบายรถผ่านจุดตรวจไม่น้อยกว่า 50 คันต่อชั่วโมง ก่อนขยายผลสู่ท่าเทียบเรือเอกชนภายในเดือนมกราคม 2570

นายสรรเพชญ กล่าวว่า จากการประเมินของภาคเอกชน ปัญหาความแออัดภายในท่าเรือก่อให้เกิดต้นทุนด้านโลจิสติกส์สูงถึง 12,000-20,000 ล้านบาทต่อปี การนำระบบ Truck Queue มาใช้จะช่วยลดการกระจุกตัวของรถบรรทุก ลดระยะเวลารอคอย และลดต้นทุนของผู้ประกอบการได้อย่างมีนัยสำคัญ
ขณะเดียวกัน กระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างว่าจ้างที่ปรึกษาเพื่อศึกษาและออกแบบระบบ Smart Port ให้เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างผู้ประกอบการท่าเทียบเรือ ผู้ให้บริการขนส่ง ผู้นำเข้า-ส่งออก และหน่วยงานภาครัฐแบบเรียลไทม์ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2571 พร้อมเร่งจัดทำ Master Plan พัฒนาท่าเรือ ขยายพื้นที่ Buffer Zone เพิ่มอีก 60 ไร่ ปรับโครงสร้างค่าภาระท่าเรือ และเร่งรัดโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ให้เปิดให้บริการภายในปี 2574 รวมทั้งผลักดันการขนส่งสินค้าทางรางจากร้อยละ 7 เป็นร้อยละ 30 หรือประมาณ 6 ล้านทีอียูต่อปี
ด้านนางสิริมา กีรตยาคม รองผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบัง กล่าวว่า ท่าเรือแหลมฉบังพร้อมขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงคมนาคมสู่การปฏิบัติ โดยเฉพาะการเตรียมทดลองใช้ระบบ Truck Queue ที่ท่าเทียบเรือ B5 และ C3 ในเดือนตุลาคมนี้ รวมทั้งเร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อผลักดันการใช้พื้นที่ Buffer Zone ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รองรับการพัฒนาท่าเรือสู่ Smart Port และยกระดับศักยภาพด้านโลจิสติกส์ของประเทศในอนาคต

ยืนยงค์ ยินดีทรง/รายงาน

