สบน.สร้างสะพานเชื่อมสงขลา-พัทลุง และเกาะลันตาปักหมุดเซ็นสัญญา 31 ส.ค. นี้ ตีกรอบสร้างเสร็จ 1,080 วัน
สบน.สร้างสะพานเชื่อมสงขลา-พัทลุง และเกาะลันตาปักหมุดเซ็นสัญญา 31 ส.ค. นี้ ตีกรอบสร้างเสร็จ 1,080 วัน
สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ หรือ สบน.ผนึกกำลังกรมทางหลวงชนบท นำทีมธนาคารโลกและหน่วยงานภาคี ลงพื้นที่ติดตามความพร้อมโครงการก่อสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา และสะพานเชื่อมเกาะลันตา ด้านธนาคารโลกยกให้เป็น “โมเดลพัฒนาระดับสากล” ที่ผสานการเติบโตทางเศรษฐกิจเข้ากับการอนุรักษ์ธรรมชาติ คาดสร้างงานกว่า 25,000 ตำแหน่ง ขณะที่ ทช. กางโรดแมปพร้อมลงนามสัญญาจ้าง 31 สิงหาคม 2569 วางกรอบก่อสร้างไม่เกิน 1,080 วัน

บ่ายวันนี้ (16 ส.ค. 2569) นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) พร้อมด้วย คุณเมลินดา กู้ดมผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศไทยและเมียนมา นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท และผู้บริหารจากกรมอุทยานแห่งชาติฯ กรมประมง และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ตรวจสอบความพร้อมโครงการก่อสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา (อ.กระแสสินธุ์ จ.สงขลา – อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง) และโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา จ.กระบี่
นางจินดารัตน์ เปิดเผยว่า หลังจาก ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ลงนามในสัญญาเงินกู้และข้อตกลงความช่วยเหลือแบบให้เปล่ากับธนาคารโลกเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคมที่ผ่านมา ขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายเพื่อให้สัญญาเงินกู้มีผลบังคับใช้ เพื่อให้กรมทางหลวงชนบทสามารถลงนามสัญญาก่อสร้างและเริ่มดำเนินการได้ภายในปีนี้
ขณะที่ นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท เปิดเผยถึงความคืบหน้าด้านระยะเวลาก่อสร้างว่า หากขั้นตอนของกระทรวงการคลังแล้วเสร็จ คาดว่าจะสามารถลงนามในสัญญาจ้างก่อสร้างได้ในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 โดยมีระยะเวลาการก่อสร้างตามสัญญาทั้งสิ้นไม่เกิน 1,080 วัน (ประมาณ 2 ปี 11 เดือน) และคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมเปิดใช้งานได้ในช่วงกลางเดือนสิงหาคม 2572
นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท เปิดเผยว่า โครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา มีระยะทางรวมประมาณ 7 กิโลเมตร จะช่วยลดระยะเวลาการเดินทางระหว่างสองจังหวัด จากเดิมที่ต้องใช้เส้นทางอ้อมและใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง เหลือประมาณ 15 นาที เพิ่มความสะดวกในการเดินทางและขนส่งสินค้า รวมถึงสนับสนุนการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชนโดยรอบทะเลสาบสงขลา
ส่วนโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา เป็นการก่อสร้างสะพานระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร เชื่อมจากฝั่งไปยัง เกาะลันตาน้อย ซึ่งมีสะพานเชื่อมต่อไปยังเกาะลันตาใหญ่อยู่แล้ว ช่วยลดการพึ่งพาแพขนานยนต์และระยะเวลารอคอย จากเดิมที่การเดินทางอาจใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง เหลือไม่เกิน 5 นาที รองรับการเดินทางของประชาชนและนักท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านสิ่งแวดล้อม ทช.ยืนยันว่า ทั้งสองโครงการดำเนินการตามกระบวนการศึกษาและจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยนำข้อกังวลและมาตรการป้องกันผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมมาบูรณาการไว้ในแบบก่อสร้างและข้อกำหนดของสัญญาจ้างอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเดินหน้าควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน
กำหนดการดำเนินงาน สัญญามีกำหนดเริ่มวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ระยะเวลาก่อสร้างไม่เกิน 1,080 วัน หรือประมาณ 2 ปี 11 เดือน และคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณวันที่ 14–15 สิงหาคม 2572
หากดำเนินการได้ตามแผน ทั้งสองโครงการจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการเชื่อมโยงพื้นที่ ลดต้นทุนและเวลาเดินทาง พร้อมเพิ่มศักยภาพด้านการท่องเที่ยว การขนส่ง และเศรษฐกิจของภาคใต้ในระยะยาว
ด้าน คุณเมลินดา กู้ด ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศไทยและเมียนมา กล่าวว่า ธนาคารโลกยกให้ทั้งสองโครงการเป็น “แบบอย่างระดับโลก” (Global Model) ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สอดรับกับการอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างยั่งยืน ซึ่งไม่ได้เน้นเพียงการเชื่อมโยงคมนาคม แต่ยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต โดยคาดว่า จะช่วยสร้างงานมากกว่า 25,000 ตำแหน่ง และช่วยให้ประชาชนในพื้นที่กว่า 320,000 คน เข้าถึงสถานศึกษา โรงพยาบาล และสถานที่ทำงานได้สะดวกยิ่งขึ้น พร้อมทั้งดึงดูดการท่องเที่ยวคุณภาพสูงเข้าสู่ภูมิภาค
นอกจากนี้ เนื่องจากโครงการตั้งอยู่ในพื้นที่อ่อนไหวทางธรรมชาติ โดยเฉพาะสะพานข้ามทะเลสาบสงขลาซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ของ “โลมาอิรวดี” สายพันธุ์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างยิ่ง เนื่องจากเหลือเพียง 14–20 ตัวเท่านั้น สบน. และ ทช. จึงได้ร่วมมือกับ 5 หน่วยงานหลัก รวมถึงภาคธุรกิจและชุมชน ใช้มาตรฐาน Environmental and Social Standards (ESS) ขั้นสูงสุด มีการลงนาม MOU ร่วมกันในการติดตั้งระบบติดตามการเคลื่อนไหวของโลมา ระบบดักตะกอนป้องกันน้ำขุ่น และมาตรการควบคุมสารปนเปื้อนอย่างเข้มงวดตลอดระยะเวลาการก่อสร้าง เพื่อให้การพัฒนาเศรษฐกิจดำเนินไปพร้อมกับการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชีวิตประมงพื้นบ้านอย่างแท้จริง

พี่เสือ นักข่าวสงขลา

