กมธ.ทหารลงพื้นที่สัตหีบ ติดตามซ่อม “เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช” ชี้เป็นไปตามแผน จี้รัฐเร่งลงทุนอุตสาหกรรมต่อเรือ
กมธ.ทหารลงพื้นที่สัตหีบ ติดตามซ่อม “เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช” ชี้เป็นไปตามแผน จี้รัฐเร่งลงทุนอุตสาหกรรมต่อเรือ
ชลบุรี – คณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร ลงพื้นที่กรมอู่ทหารเรือ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ศึกษาดูงานด้านกิจการทหารและความมั่นคง พร้อมติดตามความคืบหน้าโครงการซ่อมบำรุงเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช โดยมี พลเรือตรีสุมิตร ชอบสอาด เจ้ากรมแผนการช่าง กรมอู่ทหารเรือ ให้การต้อนรับ
นายเอกราช อุดมอำนวย ประธานคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร พร้อมคณะ เดินทางเข้ารับฟังบรรยายสรุปและหารือเกี่ยวกับโครงการซ่อมบำรุงเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช ทั้งความเป็นมาของโครงการ ความก้าวหน้าในการซ่อมบำรุง ตลอดจนปัญหา อุปสรรค และแนวทางการแก้ไข ก่อนลงพื้นที่ติดตามการปฏิบัติงานภายในกรมอู่ทหารเรือ

นายเอกราช เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า คณะกรรมาธิการมีความเป็นห่วงและต้องการติดตามโครงการซ่อมทำเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช เพื่อรับทราบว่าผู้ปฏิบัติงานมีปัญหาหรือข้อขัดข้องด้านการบริหารจัดการหรือไม่ เนื่องจากคณะกรรมาธิการติดตามทั้งเรื่องเรือฟริเกตใหม่ที่จะเข้าประจำการ รวมถึงเรือที่อยู่ระหว่างการซ่อมบำรุง
สำหรับรายละเอียดของแผนการซ่อมบำรุงบางส่วนถือเป็นข้อมูลลับทางราชการ จึงไม่สามารถเปิดเผยได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม จากการรับฟังคำชี้แจงพบว่า ขณะนี้การดำเนินงานยังอยู่ในกรอบแผนที่กำหนดไว้ และหากมีประเด็นใดที่ต้องการการสนับสนุนจากฝ่ายนิติบัญญัติ คณะกรรมาธิการพร้อมนำข้อมูลไปผลักดันต่อ

นายเอกราชยังกล่าวถึงประเด็นสำคัญด้านการลงทุน โดยฝากไปยังรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่า หากประเทศไทยต้องการเพิ่มศักยภาพด้านความมั่นคงและป้องกันผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ควรสนับสนุนกรมอู่ทหารเรือและกองทัพเรือให้มีแผนรองรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการต่อเรือ รวมถึงการเตรียมสถานที่และขยายขีดความสามารถของอู่เรือ
“สิ่งที่ขาดอยู่ในขณะนี้คือสถานที่และความพร้อมของสถานที่ในการต่อเรือ หากไม่เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันนี้ แล้วไปเริ่มอีก 5–6 ปีข้างหน้าอาจช้าเกินไป” นายเอกราชกล่าว พร้อมเสนอให้รัฐบาลวางแผนการลงทุนและการขยายอู่ตั้งแต่วันนี้ เพื่อเป้าหมายในอนาคตที่ประเทศไทยสามารถต่อเรือฟริเกตได้ด้วยตนเอง
ทั้งนี้ นายเอกราชมองว่า การลงทุนในอุตสาหกรรมต่อเรือไม่เพียงเกี่ยวข้องกับความมั่นคงและการพึ่งพาตนเองด้านยุทโธปกรณ์ แต่ยังเป็นโอกาสในการกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างอุตสาหกรรมภายในประเทศ และสร้างขวัญกำลังใจให้กับบุคลากรที่ปฏิบัติงานด้านการต่อและซ่อมบำรุงเรือ

ส่วนความคืบหน้าของเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช ตัวแทนคณะกรรมาธิการระบุว่า ภายหลังการประชุมคณะจะลงพื้นที่ดูอู่แห้ง รวมถึงอาจขึ้นไปตรวจสอบบริเวณดาดฟ้าเรือ เพื่อดูสภาพและความพร้อมในการใช้งาน โดยภาพรวมขณะนี้การดำเนินงานถือว่าเป็นไปตามแผน และในบางส่วนอยู่ระหว่างรอการจัดสรรงบประมาณประจำปี 2570
สำหรับประเด็นศักยภาพของอู่เรือในการรองรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี หรือ Offset จากโครงการจัดหาเรือฟริเกตนั้น คณะกรรมาธิการจะติดตามรายละเอียดเกี่ยวกับขีดความสามารถของอู่ รวมถึงข้อจำกัดด้านคิวการซ่อมบำรุงเรือที่มีอยู่เดิม เพื่อประเมินแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเรือของไทยให้สามารถรองรับภารกิจในอนาคตได้อย่างเต็มศักยภาพ

ภาพ/ข่าว นิราช/นันฐพล/พิชญ์ฐญา ทิพย์ศรี ผู้สื่อข่าว จ.ชลบุรี
พสิษฐ์ เขม้นเขตวิทย์ รายงาน ศูนย์รวมข่าวภาคตะวันออก

