ข่าวทั่วไปพาดหัวข่าว

สสจ.นราธิวาส ร่วมกับภาคีเครือข่ายในจังหวัด Kick-off ปูพรมตรวจโรคเรื้อนเชิงรุก 3 อำเภอเสี่ยงสูง ตั้งเป้าตัดวงจรแพร่เชื้อ หยุดความพิการ เดินหน้าสืบสานพระราชปณิธานยุติโรคเรื้อนปี 2570

นราธิวาส/ข่าว-ฮามีดะห์

สสจ.นราธิวาส ร่วมกับภาคีเครือข่ายในจังหวัด Kick-off ปูพรมตรวจโรคเรื้อนเชิงรุก 3 อำเภอเสี่ยงสูง ตั้งเป้าตัดวงจรแพร่เชื้อ หยุดความพิการ เดินหน้าสืบสานพระราชปณิธานยุติโรคเรื้อนปี 2570

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส ร่วมกับภาคีเครือข่ายสุขภาพ เร่งคัดกรองโรคเรื้อนเชิงรุก ดึงพลังชุมชนและผู้นำศาสนาร่วมเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงใน 6 ตำบล 3 อำเภอ หลังพบสถิติผู้ป่วยรายใหม่ล่าช้าจนพิการ ชี้ตรวจเจอเร็วรักษาหายขาดได้ 100% พร้อมขีดเส้นรณรงค์เข้มข้น 4–11 กันยายนนี้ เพื่อกู้วิกฤตสุขภาพและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในสังคม

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 4 กันยายน 2569 ณ ห้องประชุมมัสยิดประจำจังหวัดนราธิวาส อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส นายกฤษณนันท์ กำไร รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ได้เป็นประธานเปิดกิจกรรม Kick-off “โครงการรณรงค์ค้นหาผู้ป่วยโรคเรื้อนในพื้นที่เสี่ยงสูง จังหวัดนราธิวาส ประจำปี 2569” โดยมีนายแพทย์กู้ศักดิ์ บำรุงเสนา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส นพ.พรประสิทธิ จันทระ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ บุคลากรทางการแพทย์ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา ตลอดจนภาคีเครือข่ายเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

สำหรับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และสืบสานพระราชปณิธานในการกำจัดโรคเรื้อนของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ได้พระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์จัดตั้ง “สถาบันราชประชาสมาสัย” เพื่อเป็นศูนย์ฝึกอบรมและวิจัยด้านโรคเรื้อน รวมทั้งเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
ประเทศไทยสามารถกำจัดโรคเรื้อนได้ตามเกณฑ์องค์การอนามัยโลก (WHO) คือมีอัตราความชุกต่ำกว่า 1 ราย ต่อประชากร 10,000 คน มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537 และปัจจุบันกำลังเดินหน้าสู่วิสัยทัศน์ “ยุติการแพร่เชื้อโรคเรื้อนภายในปี พ.ศ. 2570” โดยมีเป้าหมายให้ทุกจังหวัดไม่มีผู้ป่วยโรคเรื้อนรายใหม่ที่เป็นเด็กติดต่อกันอย่างน้อย 5 ปี

ด้านนายแพทย์กู้ศักดิ์ บำรุงเสนา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส เปิดเผยว่า แม้ภาพรวมประเทศจะควบคุมได้ดี แต่จังหวัดนราธิวาสยังคงประสบปัญหาโรคเรื้อนอย่างต่อเนื่อง โดยพบผู้ป่วยรายใหม่เฉลี่ยปีละ 5 –8 ราย และยังตรวจพบผู้ป่วยในกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ที่น่ากังวลคือพบผู้ป่วยที่มีความพิการระดับ 2 (ความพิการที่มองเห็นได้ชัดเจนที่มือ เท้า หรือตา) สูงถึงปีละ 1–3 ราย
จากการวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี พบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่เข้าสู่ระบบการรักษาล่าช้า ใช้เวลาตั้งแต่เริ่มมีอาการจนได้รับการวินิจฉัยมากกว่า 12 เดือน ซึ่งสะท้อนว่ายังมีการแพร่เชื้อเงียบอยู่ในชุมชน ประชาชนยังขาดความตระหนัก หรือกลัวการถูกตีตราจนไม่กล้าแสดงตัว การค้นหาเชิงรุกจึงเป็นหัวใจสำคัญสูงสุด โดยได้ระบุ พื้นที่เสี่ยงสูง 6 ตำบล ใน 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองนราธิวาสตำบลบางนาค และ ตำบลกะลุวอ  อำเภอศรีสาครตำบลซากอ และอำเภอตากใบ ตำบลเจ๊ะเห, ตำบลไพรวัน และ ตำบลโฆษิต

สสจ.นราธิวาส จึงได้ผนึกกำลังกับสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 12 จังหวัดสงขลา, องค์การบริหารส่วนจังหวัดนราธิวาส และหน่วยงานสาธารณสุขทุกระดับ ลงพื้นที่ค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก โดยเน้นกลุ่มผู้สัมผัสโรคร่วมบ้าน ผู้สัมผัสร่วมสังคม และผู้สงสัยมีอาการ ในพื้นที่ 3 อำเภอดังกล่าว ระหว่างวันที่ 4 – 11 กันยายน 2569

นายกฤษณนันท์ กำไร รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กล่าวเน้นย้ำถึงความร่วมมือของคนในพื้นที่ว่าการดำเนินงานโรคเรื้อนยังเป็นภารกิจสำคัญที่จังหวัดต้องให้ความสำคัญสูงสุด สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่แค่ระบบบริการสาธารณสุข แต่ต้องอาศัย ‘พลังชุมชน’ ในการสังเกตและส่งต่อ ผมขอเน้นย้ำว่า ‘การค้นพบผู้ป่วยเร็วขึ้น 1 คน หมายถึงการปกป้อง 1 ชีวิตจากความพิการ และหยุดการแพร่เชื้อสู่คนในครอบครัวและชุมชนได้อีกหลายคน ขอให้ทุกคนร่วมมือกันเพื่อลดความพิการ ลดการแพร่เชื้อ และลดการตีตรา เพื่อให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี

นายกฤษณนันท์ กำไร รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการลงพื้นที่เชิงรุกระหว่างวันที่ 4-11 นี้ จังหวัดนราธิวาสได้วางแนวทางและขั้นตอนในการคัดกรองผู้ป่วยอย่างเป็นระบบ เนื่องจากจังหวัดนราธิวาสเป็นพื้นที่ที่พบผู้ป่วยโรคเรื้อนในจำนวนสูง จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งดำเนินการค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก เพื่อให้สามารถตรวจพบผู้ป่วยได้เร็วที่สุดและเข้าสู่กระบวนการรักษาอย่างทันท่วงที

ในเบื้องต้น จะมีการให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน รวมถึงอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. เพื่อให้มีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับโรคเรื้อน โดยเฉพาะการสังเกตอาการหรืออาการบ่งชี้ที่อาจเข้าข่ายเป็นโรค เพื่อให้สามารถเฝ้าระวังและค้นหาผู้ป่วยในพื้นที่เสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังมีทีมแพทย์และบุคลากรจากหลายหน่วยงานร่วมกันลงพื้นที่ เพื่อดำเนินการคัดกรอง ตรวจวินิจฉัย และให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชน โดยจะใช้กลไกของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่และทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังและค้นหาผู้ป่วย

สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่ง คือการสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ผู้ประกอบการร้านขายยาและเภสัชกรในพื้นที่ เนื่องจากประชาชนบางส่วนอาจเข้ามาซื้อยาเมื่อมีอาการผิดปกติทางผิวหนัง เช่น มีผื่นหรืออาการคัน ซึ่งโรคเรื้อนสามารถแสดงอาการทางผิวหนังได้หลายลักษณะ ดังนั้น หากผู้ให้บริการมีความรู้และพบผู้ที่มีอาการน่าสงสัย ก็จะสามารถให้คำแนะนำและส่งต่อไปยังแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการตรวจวินิจฉัยได้อย่างรวดเร็ว
เป้าหมายสำคัญของการดำเนินงานในครั้งนี้ คือการค้นหาผู้ป่วยให้ได้เร็วที่สุด เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมและลดโอกาสเกิดความพิการจากโรค

ทั้งนี้ อยากฝากถึงประชาชนให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคเรื้อน และไม่รังเกียจหรือเลือกปฏิบัติต่อผู้ป่วย เพราะผู้ป่วยโรคเรื้อนสามารถใช้ชีวิตร่วมกับสมาชิกในครอบครัวและคนในชุมชนได้ตามปกติ จึงขอให้ทุกคนร่วมกันสร้างความเข้าใจ ลดการตีตราผู้ป่วย และช่วยกันเฝ้าระวังโรคในชุมชน เพื่อให้สามารถค้นหาผู้ป่วยและนำเข้าสู่กระบวนการรักษาได้อย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้โรคเรื้อนเป็นโรคติดต่อเรื้อรังจากเชื้อแบคทีเรียที่ทำลายผิวหนังและเส้นประสาทส่วนปลาย หากปล่อยไว้จนเส้นประสาทถูกทำลายจะส่งผลให้มือหดเกร็ง เท้าชา หรือตาบอดได้ อย่างไรก็ตาม โรคนี้มียารักษาหายขาด และผู้ที่อยู่ระหว่างการรักษาสามารถใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้ตามปกติโดยไม่แพร่เชื้อ

สำหรับข้อแนะนำสำหรับประชาชน: หากพบตนเองหรือคนใกล้ชิดมีอาการ “ผิวหนังเป็นวงด่างขาว ชา เป็นผื่น หรือเป็นตุ่ม โดยไม่มีอาการคัน” ให้รีบไปพบแพทย์ ณ สถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้านทันที หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส โทร. 073-532056 ต่อ 113