ปทุมธานี – ทรงศักดิ์ พร้อมผู้ว่าฯ ลุยนำ้ท่วมคลองหลวง ขานรับนายกยุทธตั้งสถานีสูบน้ำถาวรยั่งยืน เร่งช่วยปทุมระบายจุดแอ่งกระทะ
ปทุมธานี ทรงศักดิ์ พร้อมผู้ว่าฯ ลุยนำ้ท่วมคลองหลวง ขานรับนายกยุทธตั้งสถานีสูบน้ำถาวรยั่งยืน เร่งช่วยปทุมระบายจุดแอ่งกระทะ
นายกเทศมนตรีเมืองคลองหลวง จี้กรมชลประทาน เลิกขนเครื่องสูบน้ำชั่วคราว จี้สร้างประตูน้ำถาวรระบบไฮดรอลิกแก้น้ำท่วมเรื้อรัง 40 ปี รองนายกรัฐมนตรี พร้อม นส.ธนียา นัยพินิจผู้ว่าฯ ป้ายแดงปทุมธานี สั่งเร่งตั้งเครื่องสูบน้ำย้อนศรรับมือฝนตกซ้ำ 5–8 ต.ค. ยันเขื่อนเจ้าพระยาคุมปล่อยน้ำไม่เกิน 2,500 ลบ.ม./วินาที ในคันกั้นน้ำเอาอยู่ ชี้การประกาศภัยพิบัติผู้ว่าฯ ทำตามข้อกฎหมาย
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ที่สำนักงานเทศบาลเมืองคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี นายยุทธศักดิ์ ชูประเสริฐ นายกเทศมนตรีเมืองคลองหลวง พร้อมคณะผู้บริหาร ให้การต้อนรับ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรีผู้กำกับดูแลสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) พร้อมด้วย นางสาวธนียา นัยพินิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี, นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.), นายทรงพล สวยสม รองอธิบดีกรมชลประทาน, กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และหัวหน้าส่วนราชการส่วนกลาง การเดินทางมาประชุมติดตามสถานการณ์และแนวทางบริหารจัดการปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่จังหวัดปทุมธานีและกรุงเทพมหานคร

ในที่ประชุม นายยุทธศักดิ์ ชูประเสริฐ นายกเทศมนตรีเมืองคลองหลวง ได้สะท้อนปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่พร้อมเสนอแนะแนวทางแก้ไขต่อรองนายกรัฐมนตรีและกรมชลประทานว่า อยากให้กรมชลประทานนำงบประมาณมาบูรณาการทำตรงนี้ให้เป็นประตูน้ำถาวร ไม่ใช่ต้องคอยยกเครื่องสูบน้ำมาติดตั้งทีละ 3 วัน กว่าจะติดเสร็จน้ำก็ท่วมหมดแล้ว หากทำเป็นประตูน้ำถาวร มีระบบควบคุมไฮดรอลิกที่สามารถกดปุ่มสั่งการทำงานผ่านโทรศัพท์มือถือได้ทันทีแม้ตัวจะอยู่บ้าน งบประมาณระดับร้อยล้านบาทเพื่อทำระบบไฮดรอลิกถือว่าไม่ได้หนักหนาสำหรับกรมชลประทานที่มีงบหลักแสนล้าน เพื่อให้การระบายน้ำทำได้ทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพจริง ๆ
ด้าน นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวรับฟังข้อเสนอพร้อมเปิดเผยถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่คลองหลวงว่า ปัญหาในช่วงนี้เกิดจากปริมาณฝนที่ตกหนักเกินกว่าคาดการณ์ โดยเฉพาะพื้นที่คลองหลวงที่มีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ และรับน้ำมาจากคลองระพีพัฒน์ กับคลองรังสิตประยูรศักดิ์ สำหรับพื้นที่เทศบาลเมืองคลองหลวง จำเป็นต้องสูบระบายออกไปลงคลอง 13 หรือคลองอื่น ๆ เพื่อระบายลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นต้น วันนี้มาติดตามและเพิ่มขีดความสามารถในการระบายน้ำ ได้สั่งการให้พิจารณาตั้งโรงเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติมเพื่อสูบน้ำย้อนศรจากที่ต่ำขึ้นที่สูง ดึงน้ำกลับไปเพื่อทำให้พื้นที่คลองหลวงแห้งเร็วที่สุด ไม่ให้กระทบประชาชน พร้อมสั่งรับมือช่วงวันที่ 5 ถึง 8 ตุลาคม ที่คาดว่าจะมีฝนตกเติมลงมาอีก โดยได้มอบหมายให้กรมโยธาธิการและผังเมือง เข้ามาวางโครงสร้างระบบการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของจังหวัดปทุมธานีในภาพรวมทั้งหมด เพื่อให้เป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนตามที่ท้องถิ่นเสนอ

นอกจากนี้ รองนายกรัฐมนตรี ได้กำชับ กรมชลประทาน สทนช. และ ปภ. เร่งแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำให้เตรียมรับมือระดับน้ำ เนื่องจากเขื่อนเจ้าพระยาเป็นเขื่อนทดน้ำ ไม่ใช่เขื่อนกักเก็บ จึงจำเป็นต้องคายน้ำสะสมเหนือเขื่อนออก โดยปัจจุบันปล่อยน้ำอยู่ที่กว่า 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีแบบขั้นบันได และประเมินผลกระทบทุก ๆ 6 ชั่วโมง หากไม่มีฝนตกลงมาเติมจะควบคุมการระบายไว้ที่ไม่เกิน 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งระดับนี้พื้นที่ในแนวคันกั้นน้ำยังสามารถรองรับได้
ส่วนกรณีข้อสงสัยเรื่องการประกาศเขตภัยพิบัติในปทุมธานีที่ล่าช้านั้น รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่สามารถประกาศได้ทันทีโดยไม่มีข้อมูล ต้องมีรายละเอียดที่เข้าหลักเกณฑ์ตามที่ ปภ. กำหนด เพื่อให้ท้องถิ่นนำงบประมาณมาใช้ช่วยเหลือได้ถูกต้องตามกฎหมาย หากยังไม่เข้าหลักเกณฑ์แล้วไปรีบประกาศ อาจส่งผลกระทบต่อตัวผู้ว่าฯ ในข้อกฎหมายได้


