ฝ่ายสืบสวนและฝ่ายป้องกันปราบปราม สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสมุทรปราการ บูรณาการกำลังร่วมกัน เร่งรัดสืบสวนติดตามจับกุมเครือข่ายโจรกรรมรถจักรยานยนต์ มาดำเนินคดีตามกฎหมาย
ฝ่ายสืบสวนและฝ่ายป้องกันปราบปราม สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสมุทรปราการ บูรณาการกำลังร่วมกัน เร่งรัดสืบสวนติดตามจับกุมเครือข่ายโจรกรรมรถจักรยานยนต์ มาดำเนินคดีตามกฎหมาย
ภายใต้การอำนวยการของ พลตำรวจโท นราเดช ทิพย์รักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 พลตำรวจตรี กิตติ์ธเนศ ธนนันท์ทวีสิน รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 พลตำรวจตรี ธานินทร์ ฉัตรเจริญพร ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ พันตำรวจเอก ประภาส มั่งคั่ง รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ และ
พันตำรวจเอก จักรกฤช ศรีโรจนากูร ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองสมุทรปราการ

สืบเนื่องจากสถานีตำรวจภูธรเมืองสมุทรปราการได้รับแจ้งความร้องทุกข์จากประชาชนผู้เสียหายหลายราย กรณีถูกคนร้ายลักทรัพย์รถจักรยานยนต์ในพื้นที่รับผิดชอบ ผู้บังคับบัญชาจึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองสมุทรปราการฝ่ายสืบสวนบูรณาการกำลังร่วมกับฝ่ายป้องกันปราบปราม เร่งรัดสืบสวนติดตามจับกุมผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายพร้อมทั้งสืบสวนขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการโจรกรรมและขนย้ายรถจักรยานยนต์
ต่อมา เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2569 ในช่วงเช้า เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนสืบทราบว่า จะมีรถยนต์กระบะตู้ทึบเดินทางมารับรถจักรยานยนต์ที่ได้มาจากการโจรกรรมบริเวณอาคารร้างแห่งหนึ่งในพื้นที่ตำบลบางเมือง อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ จึงได้วางแผนจัดกำลังเฝ้าสังเกตการณ์บริเวณดังกล่าว กระทั่งพบรถยนต์กระบะตู้ทึบ ยี่ห้อโตโยต้า ขับเข้ามายังบริเวณจุดนัดหมาย โดยมีชายหนึ่งรายทำหน้าที่ขับรถยนต์ และชายอีกหนึ่งรายกำลังลำเลียงรถจักรยานยนต์ จำนวน 2 คัน ขึ้นบรรทุกภายในรถ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบและควบคุมตัวบุคคลทั้งสองไว้
จากการตรวจสอบทราบชื่อคือ นายหนุน อายุ 18 ปี และ นายต้น อายุ 30 ปี โดยนายหนุนให้การรับสารภาพว่า เป็นผู้ลักทรัพย์รถจักรยานยนต์ดังกล่าว โดยมีนายโต๋ ร่วมก่อเหตุ (อยู่ระหว่างหลบหนี) ก่อนนำมาซุกซ่อนไว้บริเวณอาคารร้าง เพื่อรอให้นายต้น ซึ่งทำหน้าที่ขับรถยนต์กระบะตู้ทึบเดินทางมารับและขนย้ายไปยังจุดหมายปลายทาง

จากการสืบสวนขยายผลอย่างต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบว่า นายต้น มีกำหนดเดินทางไปรับรถจักรยานยนต์เพิ่มเติมอีก จำนวน 2 คัน ที่บ้านพักบริเวณซอยอยู่สุข 18 ตำบลบางเมือง อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ จึงได้วางแผนเข้าตรวจสอบ เมื่อเดินทางไปถึงบริเวณจุดนัดหมาย พบชายวัยรุ่น จำนวน 2 ราย กำลังช่วยกันเข็นรถจักรยานยนต์ จำนวน 2 คัน ซึ่งถูกถอดแผ่นป้ายทะเบียนออกแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ พบว่ารถจักรยานยนต์ดังกล่าวมีข้อมูลการแจ้งหายไว้ในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการและพื้นที่ใกล้เคียง จึงได้ควบคุมตัวบุคคลทั้งสองไว้ คือนายนน อายุ 18 ปี แลนายเชน 16 ปี
จากการสอบถาม บุคคลทั้งสองให้การรับสารภาพว่า ได้ร่วมกันลักทรัพย์รถจักรยานยนต์ดังกล่าว และให้ข้อมูลว่ามีผู้ร่วมก่อเหตุอีก 2 ราย เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนจึงเร่งขยายผลติดตามตัว จนสามารถจับกุมนายปั้น อายุ 16 ปี และ นายออโต้ อายุ 17 ปี ได้เพิ่มเติมอีก 2 ราย
เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเร่งสืบสวนขยายผลจนทราบสถานที่เก็บรวบรวมรถจักรยานยนต์ดังกล่าว ซึ่งเป็นบ้านพักแห่งหนึ่งในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา จึงเดินทางไปตรวจสอบ เมื่อไปถึงพบนายเต๋าแสดงตัวเป็นเจ้าของบ้าน และพบรถยนต์กระบะตู้ทึบ ยี่ห้ออีซูซุ จอดอยู่ภายในบริเวณบ้าน
จากการตรวจสอบภายในรถยนต์กระบะตู้ทึบ พบรถจักรยานยนต์บรรทุกอยู่ จำนวน 7 คัน และจากการตรวจค้นภายในบริเวณบ้าน พบรถจักรยานยนต์เพิ่มเติมอีกจำนวน 2 คัน รวมตรวจพบรถจักรยานยนต์ในสถานที่ดังกล่าวทั้งสิ้น 9 คัน (ทราบภายหลังว่าถูกลักมา)
จากการสอบถาม นายเต๋าให้การยอมรับว่า ได้นำรถจักรยานยนต์ดังกล่าวมาเก็บรักษาไว้ภายในบริเวณบ้านจริง โดยร่วมก่อเหตุกับนายมือดำ และ นายเทิง (อยู่ระหว่างหลบหนี) ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลรถจักรยานยนต์ที่ตรวจพบ ปรากฏว่าหลายคันมีข้อมูลการแจ้งหายไว้ในพื้นที่รับผิดชอบของสถานีตำรวจหลายแห่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย

ผลการปฏิบัติ
เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาและผู้ถูกกล่าวหาที่เกี่ยวข้องได้รวม 7 ราย พร้อมตรวจยึดของกลางและยานพาหนะที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
1.รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ถูกโจรกรรม จำนวน 13 คัน
2.รถจักรยานยนต์ที่ใช้ในการก่อเหตุจำนวน 2 คัน
3.รถยนต์กระบะตู้ทึบที่ใช้ในการขนย้ายรถจักรยานยนต์ จำนวน 2 คัน
4.เป้ากุญแจ จำนวน 25 คัน
5.กุญเเจรถจักรยานยนต์ 5 ดอก
รวมตรวจยึดรถจักรยานยนต์ทั้งสิ้น 15 คัน และรถยนต์กระบะตู้ทึบ 2 คัน
ภายหลังการจับกุมและตรวจยึดของกลาง เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองสมุทรปราการได้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อมูลรถจักรยานยนต์และประสานติดตามผู้เสียหาย จนสามารถติดต่อเจ้าของรถจักรยานยนต์ได้ จำนวน 9 คัน เพื่อให้มาดำเนินการรับรถจักรยานยนต์คืนตามขั้นตอนของกฎหมาย

การปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการบูรณาการกำลังระหว่างฝ่ายสืบสวนและฝ่ายป้องกันปราบปรามของสถานีตำรวจภูธรเมืองสมุทรปราการที่สามารถสืบสวนติดตามจับกุมผู้กระทำความผิด พร้อมขยายผลจากกลุ่มผู้ลงมือโจรกรรมไปยังผู้ทำหน้าที่ขนย้ายและสถานที่เก็บรวบรวมรถจักรยานยนต์ในต่างจังหวัดอันเป็นการสกัดกั้นเครือข่ายการโจรกรรมทรัพย์สินของประชาชนและสร้างความเชื่อมั่นในการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

